โครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา จังหวัดพิจิตร


หลักการและเหตุผล
ปัญหาเศรษฐกิจวิกฤตของประเทศไทยครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย
ที่อยู่ ในชุมชนหรืออยู่ในชนบทต้องเผชิญเคราะห์กรรมทางเศรษฐกิจด้วยกันทั้งหมด อาทิเช่น คนตกงาน
บริษัท ห้างร้าน โรงงานปิดกิจการจำนวนมาก ที่เหลือก็ต้องลดเงินเดือน ลดสวัสดิการพนักงาน คนมีรายได้
ประจำต้องซื้อของแพงขึ้น เป็นต้น
ด้านประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่อาศัยอยู่ในชนบท และมีอาชีพเกษตรกรรมยิ่งน่าเป็นห่วง
เพราะ สินค้าปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ยา น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ มีราคาสูงขึ้น
ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วยต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน แม้ว่าจะขายผลผลิตได้ราคาดีก็ไม่คุ้มทุน
และผลผลิตได้ถูก เปลี่ยนไปอยู่ในมือของเจ้าหนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวแล้วเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่ใน
ขณะนี้ บ้างก็ว่าเพราะคนไทยใช้จ่ายเงินเกินตัว บริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยโดยไม่คำนึงถึงรายได้ บ้างก็ว่า
เพราะผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจที่ผิดพลาดของภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น การ
กู้เงินมาลงทุนที่ไม่เกิดรายได้ เก็บกำไรระยะสั้นมากกว่าที่จะมองในระยะยาว ขาดการเพิ่มประสิทธิภาพ
ทำให้ไม่สามารถพึ่งตนเองได้
โดยสรุปแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของเรา เราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างปัญหามากบ้าง น้อยบ้าง ดังนั้นคนที่สมควรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากที่สุดคือ เราคนไทยด้วยกันเองที่จะต้องปฏิบัติตาม
นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนของรัฐบาล"ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย ร่วมใจประหยัด"
ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ให้พสกนิกรของพระองค์
ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายพออธิบายได้ดังนี้
ระดับพื้นฐาน คือ การพัฒนาให้ชุมชน "พออยู่ พอกิน" หมายถึง มีการผลิตให้เพียงพอต่อ
การบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็นำไปขายมีรายได้จุนเจือครอบครัว
ระดับกลาง คือ การพัฒนาชุมชน "อยู่ดี กินดี" หมายถึง มีการผลิตให้เกินพอเพื่อนำผลผลิต
ส่วนเกินไปขายเป็นการเพิ่มรายได้ และมีเงินออม
ระดับก้าวหน้า คือ การพัฒนาให้ชุมชน "มั่งมี ศรีสุข" หมายถึง มีการดำเนินธุรกิจโดย
ผู้ประกอบการในระดับครัวเรือนกลุ่ม และชุมชนที่มีความสามารถบริหารจัดการ ทำให้มีผลกำไรสูง
ตอบแทนเฉลี่ยคืนสมาชิกในชุมชน เป็นสวัสดิการแก่ชุมชนและมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน
ในการนี้จังหวัดพิจิตรได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้ และในวโรกาสที่พระองค์ทรงมี
พระชนมายุครบ 72 พรรษา ในปีพุทธศักราช2542 จังหวัดพิจิตรจึงได้จัดทำโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์
หมู่บ้านในจังหวัดพิจิตร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ครบทุกหมู่บ้าน

วัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสพระชนมายุ
ครบ 72 พรรษา ในปีพุทธศักราช 2542
2. เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่บ้านในจังหวัดพิจิตรได้ตระหนักถึงปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปลูกฝัง
การอดออม
3. เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่บ้านในจังหวัดพิจิตร ได้รวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ฯเพื่อช่วยเหลือ
ซึ่งกัน และกันบรรเทาความเดือดร้อนในโอกาสต่อไป
4. เพื่อให้การสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองโดยประชาชน
มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยตัวเอง

วิธีการดำเนินการ
ก. ขั้นเตรียมองค์กร
1. เสนอโครงการรณรงค์จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรพิจารณาอนุมัติเป็น
โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
2. แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านฯ ในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ
ระดับตำบล และระดับหมู่บ้าน
3. ประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านฯ ทุกระดับ และมอบหมายให้
คณะกรรมการฯ ทุกระดับไปประชุมบุคคลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
4. จัดตั้งวิทยากรบรรยายโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านฯ ในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ

ข. ขั้นตอนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน
1. ศึกษา/วิเคราะห์ปัญหาข้อมูลเบื้องต้นของหมู่บ้าน
2. ให้ผู้นำชุมชน/องค์กรประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการขาดเงินออม
3. รวมกลุ่มชาวบ้านให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน
4. มอบให้องค์การบริหารส่วนตำบล คณะกรรมการหมู่บ้าน อช. ผู้นำ อช. คณะกรรมการพัฒนา
สตรี ตำบล/หมู่บ้าน คณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต องค์กรเอกชน (N.G.O.)
ช่วยกันรณรงค์จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน
5. การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในระยะเริ่มแรก ควรเริ่มจากสมาชิกที่มีความสนใจและเข้าใจก่อนแล้ว
จึงขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
6. เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน
7. กำหนดระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ
8. จัดทำเอกสารสมุดคู่ฝากและบัญชีต่าง ๆ ให้เป็นระบบ
9. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร/คณะกรรมการต่าง ๆ และสมาชิกตามกำหนดเป็นประจำ
10. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามให้คำแนะนำคณะกรรมการและสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ
11. ทำการประชาสัมพันธ์ และรายงานผลความก้าวหน้าให้สมาชิก และบุคคลทั่วไปได้รับทราบทุก
ระยะตามความเหมาะสม

เป้าหมาย
เป้าหมายที่จะตั้งกลุ่มออมทรัพย์ให้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2542 นั้นให้อยู่ในความพร้อมและการ
มีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้าน ตลอดจนประชาคมชุมชนจะต้องจัดเวทีเพื่อการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน
เข้าใจศักยภาพของตนเอง และตระหนักถึงผลกระทบคุณภาพชีวิต ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศใน ปัจจุบันเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอย่างซ้ำซาก

ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
โครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ระหว่างปี
พ.ศ.2541 - 2542

งบประมาณ
ไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ โดยการระดมงบประมาณภาคเอกชน
และประชาชนในหมู่บ้าน/ตำบล ช่วยกันเสียสละ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทุกหมู่บ้านพร้อมใจกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว
2. ประชาชนเข้าใจปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและรู้จักการออมทรัพย์
3. ประชาชนทุกหมู่บ้านมีกลุ่มออมทรัพย์สำหรับเป็นกองทุนหมู่บ้านต่อไป

การติดตามประเมินผลและการรายงานผล
คณะกรรมการโครงการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน จังหวัดพิจิตรทุกระดับรายงานผลการ
ดำเนินงานตามลำดับขั้น