ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์พระราชทานพระบรมราโชวาทและ
กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับการศึกษาให้แก่ นักศึกษาสถาบันการศึกษา ส่วนราชการ ภาค
เอกชนตลอดจนบุคคลกลุ่มต่าง ๆ   อย่างกว้างขวางและสม่ำเสมอด้วยความสำนึกในพระมหา
กรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้  จึงได้อัญเชิญพระราชดำรัส  และพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้อง
กับการศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปได้ศึกษา   ดังนี้

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยวิชาการศึกษา
ประสานมิตร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2510 ความตอนหนึ่งว่า
            "...งานด้านการศึกษาเป็นงานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและ
ความเสื่อมของชาตินั้น  ขึ้นอยู่กับการศึกษาของชาติเป็นข้อใหญ่ ตามข้อเท็จจริงที่ทราบกัน
ดีแล้ว ระยะนี้บ้านเมืองของเรามีพลเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้น
ด้วยว่า พลเมืองของเราบางส่วนเสื่อมทรามลงไปในความประพฤติและจิตใจ  ซึ่งเป็นอาการ
ที่น่าวิตก  ถ้าหากยังคงเป็นอยู่ต่อไป  เราอาจจะเอาตัวไม่รอด  ประกฏการณ์เช่นนี้  นอกจาก
เหตุอื่นแล้ว ต้องมีเหตุมาจากการจัดการศึกษาด้วยอย่างแน่นอน  เราต้องจัดงานด้านการ
ศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น..."

พระบรมราโชบายที่พระราชทานแก่ท่านผู้หญิงทัศนีย์  บุณยคุปต์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา
ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2498 ความว่า
                "...ครูทุกคนต้องนึกว่าตนเป็นครู ต้องมีความยุติธรรม ต้องหนักแน่น ขอให้ครูฝึกฝน
อบรมเด็กให้เป็นนักเรียนที่ดี มีระเบียบ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ รู้จักทำตนให้ตรงต่อเวลา
ฝึกให้มีสมาธิในการงาน รู้จักรักษาสมบัติส่วนตัวและส่วนรวม รู้จักมีเมตตานึกถึงผู้อื่น รู้จักทำ
ตัวให้เข้ากับส่วนรวม ครูจะต้องไม่ถวายสิทธิพิเศษแด่พระโอรสและพระธิดา..."

พระราชดำรัสในวโรกาสที่ทรงจัดตั้งโรงเรียนราชวินิต เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2511
           "...การศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประถมศึกษาถือว่าอยู่ในชั้นสำคัญและจำ
เป็นสำหรับเด็กทุกคนด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นเพื่อให้เด็กได้มีโอกาส
เล่าเรียนตามหลักสูตรที่วางไว้แต่ทั้งนี้ย่อมต้องอาศัยความรู้ความสามารถของครูที่เอาใจใส่ พยายามอบรมบ่มนิสัยให้เด็กมีความรู้ มีศีลธรรมเพื่อให้เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป
ภายหน้าด้วย..."

พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดอาคารเรียน
นามว่า " อาคาร  10  ปี "   ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างถวายโดยเสด็จพระราชกุศล และได้
พระราชทานพระราชดำรัส  ความว่า
           "...การทำงานสำคัญ ๆ จำเป็นจะต้องอาศัยความตั้งใจจริงและความเพียรพยายาม
อย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ ยิ่งเป็นงานอบรมสั่งสอนเด็กที่ต้องกระทำต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาด
สาย ยิ่งจำเป็นที่ท่านจะต้องรักษาความตั้งใจ ความอุตสาหะ พากเพียรไว้ให้มั่นคงที่สุดจึงจะ
สามารถก้าวไปถึงจุดมุ่งหมายโดยสมบูรณ์ได้..."

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน ณ ศาลาดุสิดาลัยเมื่อวันที่ 27
กรกฎาคม พ.ศ. 2514   และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2518  รวมทั้งที่พระราชทาน
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2519 มีความตามลำดับดังนี้
               "...การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล..."
                "ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งของทั้งชีวิตและส่วนรวม คือ การศึกษาซึ่งเป็นรากฐานส่งเสริมความเจริญมั่นคงเกือบทุกอย่างในบุคคลและประเทศชาติ..."
                "...การศึกษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ ให้เป็นทรัพยากรทางปัญญาที่มีค่าของชาติ..."

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2512    และพระราชดำรัสแก่สมาชิก
สโมสรไลออนส์ แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2513  มีความตามลำดับดังนี้
           "...ในประเทศไทยนี้ถ้าดูจากสถิติก็มีพลเมืองเพิ่มขึ้นทุก ๆ วันจึงสันนิฐานได้ว่า
พลเมืองของประเทศไทยนี้อยู่ในวัยเรียนอยู่เป็นส่วนมากทุก ๆ ปี การที่ส่วนรวมคือประชาชน
ทั้งประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงต้องช่วยกันจัดการให้เยาวชน ให้ประชาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีเราจะไปอาศัยรัฐบาลหรืออาศัย
ทางราชการที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความเจริญด้านเดียวไม่ได้ เพราะว่าในสมัยนี้ถือว่าเป็นสมัย
ประชาธิปไตย ทุกคนมีส่วนในงานของประเทศชาติ..."
                "...การให้การศึกษาแก่คนนี้เป็นปัญหาของคนทุกคนไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดย
เฉพาะต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ระหว่างผู้ที่มีความรู้ผู้ที่มีเจตนาดีต่อสังคมและผู้มีทุนทรัพย์..."

พระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2513
         "การแบ่งการศึกษาเป็นสองอย่างคือศึกษาวิชาการอย่างหนึ่งวิชาการนั้นจะเป็น
ประโยชน์แก่ตัวเองและแก่บ้านเมือง ถ้ามาใช้ต่อไปเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วอีกอย่างหนึ่ง
ขั้นที่สองก็คือ ความรู้ที่จะเรียกได้ว่าธรรมคือรู้ในการวางตัว ประพฤติและคิด วิธีคิด วิธีที่จะใช้สมองมาทำเป็นประโยชน์แก่ตัว สิ่งที่เป็นธรรมหมายถึงวิธีประพฤติปฏิบัติ คนที่ศึกษาในทางวิชาการและศึกษาในทางธรรมก็ต้องมีปัญญา แต่ผู้ใช้ความรู้ในทางวิชา
การทางเดียวและไม่ใช้ความรู้ในทางธรรม จะนับว่าเป็นปัญญาชนมิได้"

พระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2521
           "การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน และไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่งเป็นหน้าที่
โดยตรงในระยะเดียวไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องศึกษาเติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษา   จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษาอย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาที่ครบถ้วย  ที่อุดม
ที่บริบูรณ์  แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกันมิฉะนั้น
คนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบปริญญาเอกแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่าการศึกษา
ไม่มีสิ้นสุด"