"การศึกษา”ตามอัธยาศัยมีจริงหรือ
สมเกียรติ ศรีจักรวาฬ
คณบดีคณะศิลปศาสตร์วิทยาลัยรัชต์ภาคย์

           มีคำหลายคำที่เกี่ยวกับคำว่า“การศึกษา” อาทิ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาตลอดชีวิต

           นอกจากนี้ยังมีคำว่า“การเรียนรู้”เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งก็มีทั้งการเรียนรู้แบบเป็นทางการ และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการหรือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

           คำต่างๆ เหล่านี้เราเข้าใจตรงกันหรือยัง หรือต่างคนต่างเข้าใจ ต่างคนต่างใช้ไปคนละอย่าง จึงน่าจะนำมาแจงให้เข้าใจตรงกันและใช้อย่างถูกต้อง

           ผู้เขียนเองมีความเข้าใจคำเหล่านี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากผู้รู้หลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคำนิยามใน พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

           หากได้มีการวิเคราะห์ และขยายความก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการบ้าง

           คำว่า“การศึกษา”น่าจะเป็นคำที่มีความหมายเป็นสากลและเข้าใจตรงกันในทุกประเทศ ดังจะเห็นได้จาก Longman Dictionary of Contemporary English (2003) ให้ความหมายว่า “การศึกษา คือกระบวนการเรียนการสอนที่โดยทั่วไปเกิดขึ้นในโรงเรียน วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย”

           ในขณะที่ Webster’s New World Dictionary (1994) ได้ให้ความหมายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมและสมบูรณ์ว่า “การศึกษาหมายถีงกระบวนการอบรมและพัฒนาความรู้ ความชำนาญ จิต บุคลิกภาพ ฯลฯ โดยระบบโรงเรียน การสอน และการฝึกอบรม ”

           จะเห็นว่าความหมายในส่วนของ Webster’s New World Dictionary น่าจะเป็นการขยายความของ Longman Dictionary of Contemporary English ในแง่ของกระบวนการการเรียนการสอน ก็คือระบวนการอบรมและพัฒนาความรู้ ความชำนาญ จิต บุคลิกภาพ ฯลฯ และโดยทั่วไปเกิดขึ้นในโรงเรียน วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย นั้นก็คือ โดยระบบโรงเรียน การสอนและการฝึกอบรมซึ่งก็หมายถึงว่าเกิดขึ้นได้ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนนั่นเอง

           โดยสรุปน่าจะกล่าวได้ว่า “การศึกษาหมายถีงกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนหรือการเรียนรู้โดยผ่านระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน เพื่อพัฒนาจิตใจ ความรู้ ความชำนาญ ให้เกิดกับบุคคลและสังคม”

           คำว่านอกระบบโรงเรียนนั้นมิได้หมายถึงอะไรก็ได้ที่ทำให้มนุษย์เราเกิดการเรียนรู้คือการศึกษา เพราะการที่จะเรียกว่าการศึกษาได้นั้น การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น จะต้องเกิดจากกระบวนการการเรียนการสอนที่มีหลักสูตร วัตถุประสงค์ เทคนิควิธีการ ฯลฯ ซึ่งมีการวางแผนไว้

           แต่ในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้กว้างขวางเกินสากลที่ว่า “การศึกษาหมายถีงกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกการอบรม การสืบสวนทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”

           จากข้อความข้างต้นหากจบลงแค่คำว่า การอบรม ก็จะมีความหมายเหมือนสากลทั่วไป แต่เมื่อใส่ถึงเต็มยศขนาดนี้ จะเห็นได้ว่าอะไรที่ทำให้คนไทยเราเกิดการเรียนรู้ถือว่าเป็นการศึกษาหมดตลอดชีวิตเรามีการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แต่การเรียนรู้บางช่วง หรือบางตอนเท่านั้นที่ถือว่าเป็นการศึกษา

           ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว สำหรับการสืบสานทางวัฒนธรรมก็ดี หรือการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ จากปู่ ย่า ตา ยาย จากรุ่นสู่รุ่นก็ดี ล้วนเป็นการเรียนรู้ เราไม่น่าจะถือว่าเป็นการศึกษา เพราะไม่ใช่กระบวรการเรียนการสอนที่มีหลักสูตร วัตถุประสงค์ วิธีการเรียนการสอนที่ได้วางแผนไว้ เพียงแต่เป็นการบอกเล่าหรือแนะนำกันเท่านั้น

           นอกจากนี้ในมาตรา 15 ยังระบุอีกว่า การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ

           1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

           2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดนเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม

           3. การศึกษาตามอัธยาศัย
เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่นๆ

           จากข้อความข้างต้นมิได้ให้ความหมายของการศึกษาแต่ละรูปแบบเลย เป็นเพียงอธิบายถึงลักษณะของการศึกษาแต่ละรูปแบบเท่านั้นว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร อันที่จริงการศึกษาน่าจะแบ่ง เป็น 2 รูปแบบ เท่านั้น

           คือ การศึกษาในระบบ ซึ่งหมายถึง “กระบวนการทางการศึกษาที่จัดขึ้นในระบบโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิบัตรที่สามารถปรับเทียบเงินเดือน หรือศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้”

           ในขณะที่การศึกษานอกระบบหมายถึง “กระบวนการทางการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อเพิ่มเติมหรือพัฒนาศักยภาพให้แก่ประชาชน ทั้งในด้านความรู้ ความชำนาญ หรืองานอดิเรกต่างๆ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาอาจได้รับหรือไม่ได้รับเกียรติบัตรก็ได้ ซึ่งเกียรติบัตรนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับเทียบเงินเดือนหรือศึกษาต่อ ยกเว้นการศึกษาสายสามัญของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่มีการมอบวุฒิบัตรที่สามารถปรับเทียบเงินเดือนหรือศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นได้”

           เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นขอใช้ภาพข้างล่างนี้ประกอบการอธิบายเหตุผลที่ว่าการศึกษาน่าจะมีเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น

         จากภาพหากใช้พื้นที่ในกรอบสี่เหลี่ยมแทนคำว่าการศึกษาพื้นที่ภายในวงกลมคือการศึกษาในระบบ ดังนั้น พื้นที่นอกวงกลมทั้งหมดก็คือการศึกษานอกระบบนั่นเอง

           เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีพื้นที่ที่จะหมายถึงการศึกษาตามอัธยาศัยเลย

           อันที่จริงคำว่า “การศึกษาตามอัธยาศัย” น่าจะเรียกว่า “การเรียนรู้ตามอัธยาศัย” หรือ “การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ” มากกว่า แม้กระทั้งคำว่า “การศึกษาตลอดชีวิต” ก็เช่นกันที่น่าจะเรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่าตลอดชีวิตมีการเรียนรู่ แต่ตลอดชีวิตมีการศึกษาเพียงบางช่วงเท่านั้น

           มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “การเรียนรู้” (learning) ไว้มากมาย แต่ความหมายที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเมื่อบุคคลเกิดปฏิสัมพันธ์ (interaction) กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบเช่นเดียวกัน คือ การเรียนรู้แบบเป็นทางการ (formal learning) กับการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการหรือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย (informal learning)

           การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น เมื่อจับน้ำแข็งรู้สึกเย็น หรือเมื่ออาหารเข้าปากรู้สึกอร่อยหวาน หรือเปรี้ยว เป็นต้น

           และการเรียนรู้ที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น เช่น ในกระบวนการทางการศึกษาทั้งในระบบและ นอกระบบที่ครูสอนได้ใช้เทคนิควิธีการที่ให้ผู้เรียนรู้ตามอัธยาศัยก็ได้ เช่น การให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้านอกห้องเรียน จากเอกสารสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แหล่งการเรียนรู้หรือการพูดคุยกับผู้มีความรู้เป็นต้น

           ด้วยเหตุที่ผู้รู้หลายๆท่านตีความคิดว่ากิจกรรมใดทำให้คนไทยเกิดการเรียนรู้ล้วนเป็นการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้น เทคนิค วิธีการ หรือกิจกรรมที่ครูหรือผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนไปกระทำในลักษณะของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ การพบปะหรือได้รับการบอกเล่าประสบการณ์รวมถึงการเรียนรู้จากสังคม และสภาพแวดล้อม จึงกลายเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย

           ตามความคิดเห็นของผู้รู้เหล่านี้ หรือตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว น่าจะกล่าวได้ว่าการศึกษามีเพียง 2 รูปแบบ คึกการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ และไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับคำว่า การศึกษาตามอัธยาศัย

           การสรุปเช่นนี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจของผู้รู้หลายท่าน หรือหากข้อคิดเหล่านี้ถูกต้องกว่าอาจนำไปสู้การแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็เป็นไปได้


หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 มิถุนายน 2550 หน้า 6