สอนทักษะการอ่านหนังสือแนวใหม่

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

            เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงการเปิดภาคเรียนของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีการศึกษา 2550 นับเป็นการเริมต้นของการก้าวเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ ซึ่งครูสอนมีส่วนสำคัญอย่างมากในการนำผู้เรียนเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ และสนุกสนานในการเรียนรู้ โดยใช้สื่อการสอนให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

            บทความนี้ เป็นการแนะนำวิธีการสอนที่ผู้สอนสามารถนำผู้เรียนเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ ในรูปแบบของการอ่านหนังสือ ที่ไม่เพียงสอนให้ผู้เรียนอ่านหนังสือเพื่อรับรู้ข้อมูลเท่านั้น แต่สอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีโต้ตอบกับผู้เขียนอีกด้วย

            ในอดีตครูผู้สอนที่ต้องการฝึกให้ผู้เรียนรักษาสิ่งของ มักจะกำชับผู้เรียนเสมอว่า “ ห้ามขีดเขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือ ” เพราะจะทำให้หนังสือเลอะเทอะ หรือ “ ถ้าต้องการเน้นข้อความสำคัญ อนุญาตให้ขีดเส้นใต้เพียงอย่างเดียว ” ความคิดเช่นนี้ทำให้ผู้เรียนพลาดโอกาสในการใช้หนังสือเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความจำ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความคิดสร้างสรรค์

            เดฟ เอลลิส ( Dave Ellis ) ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเรียนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน “ เรียนเก่ง ” กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “ มีเหตุผลเดียวที่คนเราไม่เขียนอะไรลงไปในหนังสือ เพราะเรากลัวว่าเมื่อนำไปขายต่อจะไม่ได้ราคา ซึ่งแท้จริงแล้วประโยชน์ที่ได้จากการเขียนลงไปในหนังสือนั้น มีมากกว่าที่ได้รับจากการขายไม่รู้กี่เท่า ”

            เอลลิส จึงได้คิดระบบที่เรียกว่า Discovery and Intention Joumal Entry System ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำมาใช้ในระหว่างการอ่านหนังสือของผู้เรียนได้ Discovery คือ ข้อค้นพบ ทัศนคติ ความคิดเห็น และความรู้สึกที่มีต่อข้อความที่ได้อ่านจากหนังสือ Intention คือ สิ่งที่ต้องตั้งใจจะทำต่อไป หลังจากที่มีข้อค้นพบ หรือมีข้อคิดจากการอ่านหนังสือ เช่น กลับไปถามอาจารย์/เพื่อน ต้องไปค้นพบข้อมูลต่อ เป็นต้น โดยผู้เรียนสามารถขีด เขียน ลงไปในหนังสือได้ วิธีการอ่านแบบนี้ด้วยแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น เพราะผู้เรียนจะกลายเป็น “ ผู้เรียนรู้ ”

            การสอนผู้เรียนให้อ่านหนังสือและให้พวกเขารับเอาสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ทั้งหมดไม่ต่างอะไรกับการฝึกให้นกแก้วนกขุนทองพูดตามคำบอก แต่หากผู้เรียนได้อ่านหนังสือแบบเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไร ได้ฝึกโต้ตอบกับผู้เขียนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่อาจไม่สอดคล้องกับผู้เขียน ไม่เพียงเท่านั้น การอ่านเรียนรู้ยังไม่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ คำศัพท์สำนวนใหม่ๆ หรืออะไรก็ตามที่ได้รับจากการอ่าน ซึ่งการอ่านแบบเรียนรู้นี้จะเกิดต่อเมื่อผู้เรียนได้อ่านแล้ว “ คิด ” หรือ “ ขีดเขียน ” ลงไปในหนังสือ

            ในภาคปฏิบัติ เอลลิสมีคำแนะนำที่ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้กับผู้เรียนดังนี้

            สอนผู้เรียนให้ขีดเส้นใต้ ทำเครื่องหมาย สร้างสัญญาลักษณ์ เหนือข้อความที่คิดว่าสำคัญ

            เมื่อผู้เรียนอ่านหนังสือ ครูผู้สอนสามารถแนะนำผู้เรียนให้วงกลมล้อมรอบข้อความสำคัญนั้น ถ้าสำคัญมากและต้องกลับมาทบทวนอาจเพิ่มจำนวนดอกจันทร์เป็น*** ตามความสำคัญของเนื้อหา ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจความคิดของผู้เขียนได้คมชัดมากยิ่งขึ้น

            สอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน

            เมื่อผู้เรียนได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือต้องการย้ำความเข้าใจจากการอ่านหนังสือครูผู้สอนอาจสอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปความสั้นๆ หรือทำเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือทำอะไรก็ได้ตามจินตนาการของผู้เรียนไว้มุมใดมุมหนึ่งของหนังสือ การทำเช่นนี้เป็นเหมือนการที่ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้เขียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดจำและสามารถทบทวนในสิ่งที่อ่านได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องกลับไปอ่านหนังสือทั้งเล่ม

            สอนให้ผู้เรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่ได้อ่าน

            ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักการโต้ตอบกับผู้เขียนระหว่างการอ่านหนังสือ ไม่ควรเป็นผู้รับรู้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวโดยแนะนำให้ผู้เรียนเขียนสื่อสาร หรือใช้ภาษาสัญลักษณ์ลงไปในหนังสือด้วย หากผู้เรียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือต้องการเสนอความคิดจากสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย แล้วลากเส้นโยงออกมา เขียนไว้ว่า “ ความคิดนี้สุดยอดจริงๆ ” “ตรงนี้ไม่เห็นด้วยเขียนแง่ลบเกินไป” เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างผู้เรียนให้เป็นคนที่มีทักษะการคิด วิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์

            สอนให้ผู้เรียนเขียน หรือแสดงสัญลักษณ์ เพื่อมีคำตอบจากการอ่านหนังสือ

            ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถามในการอ่านไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมาทั้งหมด และเมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจและมีข้อสงสัยควรแนะนำให้ผู้เรียนใส่เครื่องหมายคำถาม (?) หรือเขียนประเด็นที่สงสัย หรือยังไม่เข้าใจ ต้องการค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามผู้รู้ และเขียนกำกับไว้ด้วยว่าเราไม่เข้าใจอะไร หรืออาจเขียนกำกับไว้ด้วยว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เช่น “ ตรงนี้ต้องถามอาจารย์ ” “ ไปค้นพบในห้องสมุด ” เป็นต้น

            อันที่จริง ผมทำอย่างที่เอลลิสได้กล่าวไว้ข้างต้นมาตั้งแต่เด็กๆ และพบว่าทำให้การอ่านหนังสือได้ประโยชน์มาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคนเอาหนังสือที่ผมอ่านและได้เขียนสิ่งต่างๆ ไปอ่านต่อ หลายคนบอกผมว่า เขาได้รับประโยชน์จากการขีดเขียนของผมในหนังสือเล่มนั้นๆ ด้วย จึงสรุปได้ว่า วิธีการอ่านแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์มากขึ้น และเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นอย่างแท้จริง

            อย่างไรก็ตาม วิธีเหมาะสำหรับหนังสือกับผู้เรียนที่เป็นเจ้าของเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน หนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือแม้กระทั้งหนังสือที่ขึ้นมาอ่านเล่น เพื่อให้การอ่านหนังสือเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แต่หนังสือที่เป็นของห้องสมุด ซึ่งต้องใช้ส่วนรวม ครูผู้สอนควรย้ำให้ผู้เรียนใช้หนังสืออย่างมีมารยาทและเห็นแก่ผู้อื่น โดยไม่จดข้อความหรือขีดเขียนสิ่งใดลงไปไม่พบหนังสือหรือวางคว่ำหน้าลง เพราะหนังสืออาจจะหักหรือเสียหายได้ และควรดูแลให้หนังสืออยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ในการใช้ร่วมกัน

            ผมมีความเชื่อว่า เปิดเทอมใหม่นี้ผู้เรียนทุกคนจะสามารถพัฒนาตนเองให้เก่งและฉลาดขึ้นได้ หากครูผู้สอนใส่ใจที่จะฝึกฝนและพัฒนาผู้เรียนในวิธีการที่เหมาะสม ซึ่ง “ การอ่านหนังสือ ” เป็นวิธีการหนึ่ง เพราะช่วยเพิ่มพูนความฉลาดและพัฒนาความเก่งและความฉลาดของผู้เรียนได้นั้น เกิดจากการที่เมื่ออ่านหนังสือผู้เรียนได้อ่านและคิดใคร่ครวญ ขีดเขียน ใส่สัญลักษณ์ ใส่เครื่องหมาย โต้ตอบกับผู้เขียน แม้จะดูเลอะเทอะ ไม่น่าดูในสายตาคนอื่น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผู้เรียนได้รับนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งคุ้มค่ากับการใช้หนังสือหนึ่งเล่ม


ที่มา : การศึกษาวันนี้ ปีที่ 7 ฉบับที่ 336 วันที่ 7 – 14 มิถุนายน 2550