ภาษานั้นสำคัญไฉน

ธรรมชาติของภาษา

ข้อที่ 1 ใช้เสียงสื่อความหมาย เสียงในภาษาไทยมี 2 ลักษณะ คือ
           1.1 เสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย    หมายความว่า ฟังเสียงแล้วเดาความหมายได้ เสียงเหล่านี้มักจะเป็นเสียงที่
เลียนเสียงธรรมชาติ    เช่น ครืน, เปรี้ยง, โครม, จัก ๆ หรือเลียนเสียงสัตว์ร้อง เช่น กา, อึ่งอ่าง, แพะ,    เจี๊ยบ, ตุ๊กแก
              1.2 เสียงที่ไม่สัมพันธ์กับความหมาย    ในแต่ละภาษาจะมีมากกว่าเสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย เพราะเสียงต่าง ๆ
 จะมีความหมายว่าอย่างไรนั้น    ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกันของคนที่ใช้ภาษานั้น ๆ เช่น ในภาษาไทยกำหนดความหมายของเสียง   กิน ว่า
นำของใส่ปากแล้วเคี้ยวกลืนลงคอ ภาษาอังกฤษใช้เสียง eat ในความหมายเดียวกันกับเสียงกิน

ข้อที่ 2 ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหน่วยเล็ก ๆ จนเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น
            หน่วยในภาษา หมายถึง    ส่วนประกอบของภาษาจะมีเสียงคำและประโยค ผู้ใช้ภาษาสามารถเพิ่มจำนวนคำจำนวนประโยค
ขึ้นได้มากมาย เช่น ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสียง เสียงสระ 24 เสียง เสียงวรรณยุกต์ 5  เสียง ผู้เรียนลองคิดดูว่าเมื่อเรา
นำเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์มาประกอบกันก็จะได้คำมากมาย    นำคำมาเรียงต่อกันก็จะได้เป็นวลี  เป็นประโยค เราจะ
สร้างประโยคขึ้นได้มากมาย และหากเรานำประโยคที่สร้างขึ้นมาเรียงต่อกันโดยวิธีมารวมกัน   มาซ้อนกัน ก็จะทำให้ได้ประโยคที่ยาว
ออกไปเรื่อย ๆ 

ข้อที่ 3 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
           สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
           1. การพูดจากกันในชีวิตประจำวัน    สาเหตุนี้อาจจะทำให้เกิดการกลมกลืนเสียง เช่น เสียงเดิมว่า
อย่างนี้ กลายเป็น อย่างงี้
มะม่วงอกพร่อง กลายเป็น มะม่วงอกร่อง
สามแสน กลายเป็น สามเสน
สู้จนเย็บตา กลายเป็น สู้จนยิบตา
	                  
							               
              2. อิทธิพลของภาษาอื่น    จะเห็นว่าภาษาอังกฤษมีอิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ เช่น มาสาย มักจะ
ใช้ว่ามาเลท    (late)
              คำทักทายว่า สวัสดี    จะใช้ ฮัลโล (ทางโทรศัพท์) หรือเป็นอิทธิพลทางด้านสำนวน เช่น สำนวนที่นิยมพูดในปัจจุบัน    
ดังนี้
              “ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น”    น่าจะพูดว่า “ได้รับการต้อนรับอย่างดี”
              “จับไข้” น่าจะพูดว่า “เป็นไข้” นันทิดา แก้วบัวสาย จะมาในเพลง “เธอ” น่าจะพูดว่า นันทิดา แก้วบัวสายจะมาร้องเพลง 
“เธอ”
             3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม   
              สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง มีความเจริญมากขึ้น ของเก่าก็เลิกใช้ สิ่งใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เช่น การหุงข้าวสมัยก่อน
มีการดงข้าว แต่ปัจจุบันใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า คำว่า ดงข้าว ก็เลิกใช้ไป หรือบ้านเรือนสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ปูพื้น  จะเรียกว่า “ฟาก” 
ปัจจุบันใช้กระเบื้อง ใช้ปูน ปูแทน คำว่า ฟาก ก็เลิกใช้ไป นอกจากนี้ยังมีคำอีกพวกที่เรียกว่า คำสแลง หรือแสลง เป็นคำที่มีอายุ 
ในการใช้คำสั้น ๆ จะนิยมใช้เฉพาะวัย เฉพาะคนในแต่ละยุคสมัย    เมื่อหมดสมัย หมดวัยนั้น คำเหล่านี้ก็เลิกใช้ไป
            
				ตัวอย่างคำแสลง เช่น    กระจอก กิ๊กก๊อก เจ๊าะแจ๊ะ ซ่า เว่อ ฯลฯ
            
				สรุป ภาษาทุกภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง    สาเหตุการเปลี่ยนแปลงมี 3 ประการ ดังนี้
               		1. การพูดจากันในชีวิตประจำวัน
               		2. อิทธิพลของภาษาอื่น
               		3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
               อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้น จึงควรช่วยกันรักษาเอกลักษณ์
ของภาษาทางด้านไวยากรณ์อย่าให้เปลี่ยนแปลง
เสียงและอักษรไทย

	เสียง
           ในภาษาไทยจะมีเสียงสระ    เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์
             เสียงสระ เกิดจากลมที่ออกจากปอด    ไม่มีการปิดกั้นลมผ่านลำคอออกมาโดยตรง
             เสียงสระในภาษาไทย    มี 24 เสียง จำแนกได้เป็น 2 พวก คือ
              1. สระเดี่ยว หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระแท้ มีทั้งหมด 18 เสียง
                อะ/อา/อิ/อี/อึ/อื/อุ/อู/เอะ/เอ/แอะ/แอ/โอะ/โอ/เอาะ/ออ/เออะ/เออ
              2. สระเลื่อน หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระประสม มี 6 เสียง ได้แก่
                เอียะ คือ อิ+อะ,    เอีย คือ อี+อา, เอือะ คือ อึ+อะ, เอือ คือ อึ+อา, อัวะ คือ อุ+อะ, อัว คือ อู+อา
            
		 เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงที่เดินทางไม่สะดวก ทางเดินของลมถูกปิดกั้นหรือถูกทำให้แคบจนลมต้องเสียดแทรก
ออกมา
              เสียงพยัญชนะในภาษาไทย    มี 21 เสียง ได้แก่ เสียง กอ/คอ/งอ/จอ/ชอ/ซอ/ดอ/ตอ/ทอ/นอ/บอ/ปอ/พอ/ฟอ/มอ/ยอ/
รอ/ลอ/วอ/ ออ/ฮอ

             เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วจะมีเสียงสูงต่ำต่างๆ กันเสียงสูงต่ำที่ต่างกันนี้มีนัยสำคัญทำให้
ความหมายต่างกัน    เสียงวรรณยุกต์มี 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา
	อักษรไทย
           อักษร คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียง อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษาไทย อักษรที่ใช้แทนเสียง
สระเรียกว่ารูปสระ อักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะเรียกว่า รูปพยัญชนะ อักษรที่ใช้แทนระดับเสียงสูงต่ำ เรียกว่า รูปวรรณยุกต์
           เมื่อใช้อักษรแทนเสียงในพยางค์ก็จะมีอักษรแทนเสียงพยัญชนะต้น    และสระ เช่น พา ดู ถ้าพยางค์นั้นมีพยัญชนะท้าย
ก็จะมีอักษรที่แทนเสียงพยัญชนะท้าย    ซึ่งเรียกว่าพยัญชนะสะกด เช่น กิน มาก รีบ บางพยางค์จะมีอักษรแทนเสียงสูงต่ำด้วย    
เช่น บ้านป้า ข้า จ๊ะเอ๋
             ดังนั้น อักษรไทยก็คือเครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษาไทย    โดยจำแนกออกมาเป็นรูป ดังนี้
            1. เสียงพยัญชนะจะมี    21 เสียง มีรูปพยัญชนะ 44 รูป คือ ก-ฮ
           2. เสียงสระ จะมี    24 เสียง มีรูปสระ 21 รูป แต่จะมีเสียงสระอีกประเภทหนึ่งที่มีเสียงเหมือนมีเสียงตัวสะกด  และเป็น
เสียงที่ซ้ำกับเสียงที่มีอยู่ในภาษาไทยแล้ว เสียงที่ซ้ำเหล่านี้เรียกว่า    เสียงสระเกินมี 8 เสียง คือ เสียง อำ ใอ (ไอ) เอา ฤ ฤา หากจะนำ
เสียงสระเกินมารวมก็จะได้เสียงสระในภาษาไทย    32 เสียง
            3. เสียงสูงต่ำในภาษา    จะเรียกว่าเสียงวรรณยุกต์ พยางค์ที่มีพยัญชนะและสระเหมือนกัน แต่เสียงสูงต่ำไม่เหมือนกันจะ
ทำให้ความหมายต่างกัน    อักษรที่ใช้แทนเสียงสูงต่ำ เรียกว่า วรรณยุกต์มี 5 เสียง 4 รูป
          ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้อักษรไทย
          ในการใช้ภาษาเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพนั้น    ผู้เรียนจะต้องใช้อักษรไทยได้อย่างถูกต้องในการถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นลาย
ลักษณ์อักษร    ซึ่งการใช้อักษรแทนเสียงในภาษาไทยมีปัญหาควรพิจารณาดังนี้
            1. รูปพยัญชนะหลายรูปมีเสียงซ้ำกันทำให้เกิดปัญหาในการเขียนรูปว่าควรจะใช้รูปใดแทนเสียงที่ซ้ำนั้น  

เสียง

รูป

ตัวอย่าง

คอ

ซอ

นอ

ทอ

ข ค ฆ

ซ ศ ษ ส

ณ น

ท ธ ฑ ฒ

ข้า ค่า ฆ่า

ทาส พิศวาส เศษ

ปักษิณ ทักษิณ

ญาณ ฌาน พุทธ วุฒิ ไพฑูรย์

ธัช


            2. รูปพยัญชนะบางรูปไม่ออกเสียงจึงเป็นปัญหาในการเขียน
                  1. พยัญชนะที่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับ    เช่น สายสิญจน์ ลักษมณ์
                  2. ร หรือ ห ที่ต้องเขียนรูปแต่ไม่ออกเสียง    เช่น สามารถ พรหม ปรารถนา
                  3. มีรูปพยัญชนะที่เขียนตามหลังพยัญชนะตัวสะกดในคำ    เช่น พุทธ กอปร
                  4. เสียง ซอ แต่เขียนรูปพยัญชนะเป็น    ทร ทราย ทราบ เทริด ทรุด
                 5. รูปพยัญชนะ    ต้องเขียนลงในคำ แต่ไม่อ่านออกเสียงเป็นพวก เช่น จักร สมุทร
              3. คำบางคำมีเสียงสระ    อะ แต่ไม่ปรากฏรูปสระ อะ เกิดปัญหาว่า เมื่อใดควรประวิสรรชนีย์ เมื่อใดไม่ควรประวิสรรชนีย์  เช่น
 ออกเสียงว่า สะกัด ควรจะเขียนว่า สกัด หรือ สะกัด จึงจะถูกต้อง ออกเสียงว่า ละเอียดละออ จะเขียนว่า ละเอียดละออ หรือ ละเอียดลออ
 จึงจะถูกต้อง
               4. คำบางคำมีรูปกับเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน    รูปวรรณยุกต์นั้นจะใช้ได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อผู้เรียนพิจารณาว่าพยัญชนะต้นเป็น
อักษรสูงหรืออักษรกลางหรืออักษรต่ำ    สระมีเสียงสั้นหรือยาว พยัญชนะ ตัวสะกด เป็นพยัญชนะในมาตราใด
                5. คำบางคำรูปสระบางรูปไม่ออกเสียง    เช่น และ ในคำ ญาติ ธาตุ อุบัติเหตุ เกิดปัญหาว่า สระที่ไม่ออกเสียงปรากฏในคำใด
ได้บ้าง    ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเขียน สังเกต หรือ สังเกตุ อนุญาติ หรือ อนุญาต
คำและประโยค
	
	คำมูล
           คำมูลแต่ละคำมีความหมาย    จะมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ ตัวอย่างเช่น
              คำมูล 1 พยางค์ เช่น    พ่อ แม่ พี่ น้อง
              คำมูล 2 พยางค์ เช่น    กระดาษ สุนัข กุญแจ
              คำมูล 3 พยางค์ เช่น    นาฬิกา จริยา กิริยา สกุณา
              คำมูลบางคำมีความหมายเหมือนกัน    เช่น คำมูลที่มีความหมายว่า น้ำ คือ วารี ชลาลัย ชล อุทก
              คำมูลบางคำมีรูปเหมือนกัน    แต่ความหมายต่างกันตามข้อความที่มาประกอบ ยกตัวอย่างคำว่า “ติด” จะมี
ความหมายได้หลายอย่างคือ มีความหมายว่า “ทำให้แน่น” เช่น  ติดกาว หรือมีความหมายว่า “จุดหรือก่อขึ้น” เช่น  ติดไฟ  
หรือมีความหมายว่า“ใกล้ชิด” เช่น อยู่ติดกัน เป็นต้น
	คำประสม
           คำประสม เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำมาประสมกัน ทำให้เกิดคำใหม่ที่มีความหมายใหม่ แต่ยังคงเค้าความหมาย
เดิม เช่น น้ำใช้ม้านั่ง    มีดพับ ดวงตรา กันชน ห้องรับแขก ไม้จิ้มฟัน ผ้าปูโต๊ะ ของกลาง ชาวบ้าน เป็นต้น
	คำซ้ำ
           คำซ้ำ เกิดจากการซ้ำเสียงคำมูล    ซึ่งมักจะเป็นคำพยางค์เดียว จะมีลักษณะดังนี้คือ ออกเสียงเหมือนกัน เขียน
เหมือนกัน  และทำหน้าที่อย่างเดียวกันในประโยค โดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) แทนเสียงที่สอง    เช่น นั่ง ๆ นอน ๆ 
เบา ๆ เร็ว ๆ เป็นต้น
	คำซ้อน
           คำซ้อน เกิดจากการซ้อนคำ    คำมูลที่นำมาซ้อนกันมักจะมีความหมายใกล้เคียงกันหรือเสียงใกล้เคียงกัน เช่น ถนนหนทาง
ครูบาอาจารย์ บ้านเรือน รุ่งริ่ง กระตุ้งกระติ้ง ฯลฯ
	คำสมาส
           คำสมาส เกิดจากการนำคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตมารวมกันเป็นคำเดียวกัน    คำสมาสคล้ายกับคำประสม ต่างกันตรง
ที่คำประสมคำหลักมักอยู่ข้างหน้า คำขยายจะอยู่ข้างหลัง    ส่วนคำสมาสคำหลักมักจะอยู่ข้างหลัง คำขยายมักจะวางอยู่ข้างหน้า เวลา
แปลความคำสมาส    จะแปลจากคำหลังมาหาคำหน้า โปรดดูตัวอย่างต่อไปนี้
             ประวัติ + ศาสตร์  เป็น  ประวัติศาสคร์
             พละ + ศึกษา       เป็น  พลศึกษา
             สัมพันธ์ + ไมตรี   เป็น  สัมพันธไมตรี
             วัฒนะ + ธรรม ®  เป็น วัฒนธรรม เป็นต้น
	คำสนธิ
           คำสนธิ  เกิดจากการนำคำที่มาจากภาษาบาลี    สันสกฤต มารวมกัน แต่การมารวมกันนั้น มิได้นำคำมาเรียงติดต่อกัน
อย่างคำสมาส แต่จะมีการเชื่อมเสียงให้กลมกลืนตามหลักภาษาบาลี    สันสกฤต โปรดดูตัวอย่างต่อไปนี้
              วิทยา + อาลัย      เป็น    วิทยาลัย
               ธนู + อาคม        เป็น    ธันวาคม
               สุข + อุทัย          เป็น    สุโขทัย
              มนัส + ภาว         เป็น   มโนภาพ เป็นต้น
ประโยค
           ประโยคที่ดี จะต้องสื่อสารได้ตรงจุดมุ่งหมาย    มีลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
              1. ความถูกต้อง ความถูกต้องของประโยคจะต้องมีส่วนสำคัญ    2 ประการ
                   1.1 ใช้ถ้อยคำสำนวนได้ถูกต้อง    ตรงความหมาย
                   1.2 เรียงลำดับคำถูกต้องตามหน้าที่ของคำ
              2. มีความชัดเจน    ประโยคที่มีความชัดเจน มีลักษณะดังนี้
                   2.1 มีความหมายได้    1 ความหมาย ไม่กำกวม ประโยคที่มีความหมายกำกวม หรือไม่ชัดเจน เช่น เขาเบื่อปลา  
ประโยคนี้อาจจะหมายความว่า เขาวางยาเบื่อปลา หรืออาจจะหมายความว่าเขาไม่อยากกินปลาอีกแล้ว    ถ้าจะทำให้ประโยคนี้
ชัดเจนควรเติมข้อความหรือคำลงไป เช่น เขาเบื่อปลาเอาไปขาย เขาเบื่อปลาจึงกินผักแทน
                   2.2 วางส่วนขยายให้ถูกที่    หากวางส่วนขยายผิดที่จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนได้ เช่น ประโยคที่เขียนหรือพูดว่า
“การทำบุญย่อมมีผลเสมอแม้เพียงเล็กน้อย”    ประโยคนี้ไม่ชัดเจนเพราะ “แม้เพียงเล็กน้อย” อาจขยาย “การทำบุญ” 
หรือขยาย “ผล” ก็ได้ ควรเขียนให้ชัดเจนลงไปว่า “การทำบุญแม้เพียงเล็กน้อยย่อมมีผลเสมอ” หรือจะเขียนว่า  “การทำบุญย่อม
มีผลเสมอแม้ทำเพียงเล็กน้อย” หากต้องการให้ขยาย “ผล” ควรเขียนว่า    “การทำบุญย่อมให้ผลเสมอแม้จะเป็นผลเพียง
เล็กน้อย
             3. มีความกระชับรัดกุม    คือเป็นประโยคสั้น ๆ แต่ได้ใจความครบถ้วน ชัดเจน ไม่ใช้คำเกินความจำเป็น
สรุปปัญหาเรื่องการใช้คำและประโยคในภาษาไทย
           1. คำที่มีหลายความหมาย    อาจทำให้ประโยคกำกวมได้ จึงต้องระวัง ควรขยายความให้ประโยคนั้นชัดเจน ตรงตามจุด
มุ่งหมายของผู้พูด
              2. คำที่มีความหมายเหมือนกันมิใช่ว่าจะใช้แทนกันได้เสมอไป    เช่น คลอก หมายความว่า ลวก เผา ลน “ครอบครัวนี้ถูก
ไฟคลอก” แต่เราจะไม่ใช้ว่า “น้ำร้อนคลอกมือ”
              3. คำซ้ำกับคำซ้อนบางคำ    ความหมายใกล้เคียงกัน แต่ใช้แทนกันไม่ได้ เช่น เขาคาดเข็มขัดหลวม ๆ ไม่ใช่ เขาคาด
เข็มขัดหละหลวม
             4. คำซ้อนกับคำมูล    ความหมายใกล้เคียงกัน แต่ใช้แทนกันไม่ได้ เช่น ใช้ว่าลมทะเลพัดจัด ไม่ใช้ลมทะเลพัดจัดจ้าน
             5. คำซ้อนบางคำถ้าสับลำดับความหมายจะเปลี่ยนไปใช้แทนกันไม่ได้ เช่น เขานอนเหยียดยาวไม่ใช้ว่า เขานอนยาวเหยียด
             6. คำซ้อน 4 คำ หรือ    6 คำ จะไม่นำมาใช้ในภาษาระดับทางการ จะมีแต่ในภาษาพูดเท่านั้น เช่น ป่าแถวนี้เต็มไปด้วย
งูเงี้ยวเขี้ยวขอ, เขาชอบสะสม ถ้วยโถโอชามไว้มากมาย
             7. คำประสมกับคำสมาสที่มีเหมือนกัน    จะใช้แทนกันไม่ได้ เช่น “หมอฟัน” กับ “ทันตแพทย์” ทันตแพทย์ จะใช้ในภาษา
ระดับทางการ
             8. การเรียงลำดับคำผิด    ก็ทำให้ประโยคกำกวมได้เช่น “ฉันสงสารหนูน้อยอยู่ข้างชายหนุ่มที่กำลังร้องไห้”
             9. คำสันธานที่ใช้ผิด    จะทำให้ประโยคมีความหมายผิด เช่น เขาทำงานมากกว่าคนอื่นเพราะไม่มีใครเห็นความดีของเขา
เลย  สันธานนี้ควรจะใช้ว่า แต่ จึงจะถูกต้อง