เขียนให้ดี มีประสิทธิภาพ


ความสำคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสาร

	การเขียนเป็นการสื่อสารที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต    การเขียนให้ดีมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้
การสื่อสารสัมฤทธิผลตามที่ต้องการ
	การเขียนมีความสำคัญเพราะการเขียนเป็นการแสดงความรู้    ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ
ของผู้เขียน นอกจากนี้การเขียนยังเป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด และประสบการณ์ให้แก่บุคคลรุ่นหลัง ๆ
ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์
	ลักษณะเฉพาะของการเขียนเพื่อการสื่อสาร    เป็นการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 
จึงต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ สามารถเขียนติดต่อสื่อสารได้ถูกต้องทั้งรูปแบบถ้อยคำ สำนวน เพื่อให้การ
สื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การเขียนให้มีประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพในการเขียนจะเกิดจากคุณสมบัติต่อไปนี้

1. ผู้เขียนต้องมีความรู้ดีพอในเรื่องที่จะเขียนและมีวัตถุประสงค์ในการเขียนอย่างชัดเจน สามารถใช้ภาษาแสดงสารของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

2. ผู้เขียนต้องรู้จักเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับเนื้อหา เช่น การสั่งซื้อสินค้าต้องเขียนเป็นรูปจดหมายกิจธุระ
ที่สั้นและชัดเจน คำอวยพรอาจเขียนเป็นบทร้อยกรองก็ได้

3. ผู้เขียนต้องรู้จักใช้ถ้อยคำสำนวน ทั้งนี้ถ้อยคำสำนวนที่ใช้นั้นจะต้องเหมาะสมกับเนื้อหา โดยคำนึงถึง วัย
เพศ ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้รับสาร นอกจากนี้ถ้อยคำสำนวนที่ใช้ในการเขียนต้องมีความหมาย
ชัดเจน เพื่อให้สื่อสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ควรใช้ถ้อยคำ สำนวน ที่นิยมเขียนทั่วไปและแสดงรสนิยมการใช้
ภาษาสุภาพ

รูปแบบการเขียนเพื่อการสื่อสาร

	การเขียนเพื่อการสื่อสารมีรูปแบบต่าง    ๆ ตามความเหมาะสมของเนื้อหาที่จะเขียน โดยมากจะเขียนเป็น
ร้อยแก้ว ในรูปแบบของจดหมาย บันทึก รายงาน เรียงความ ย่อความ ร้อยกรอง ฯลฯ

สื่อสารด้วยการเขียนจดหมาย

แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1. จดหมายส่วนตัว นิยมใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกับที่ใช้พูดคุยกันในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือต้องเขียน
ให้เรียบร้อย อ่านง่าย ใช้หมึกสีน้ำเงินเข้ม หรือสีดำ

2. จดหมายทางการ เขียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เป็นการงาน ต้องเขียนให้แจ่มแจ้งเป็นจดหมาย ที่บุคคลเขียนเพื่อติดต่อกับบุคคลอื่น บุคคลเขียนเพื่อติดต่อกับหน่วยงาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานหนึ่งเขียนถึงอีกหน่วยงานหนึ่ง

สื่อสารด้วยการเขียนบันทึก

	การเขียนบันทึกเป็นการเขียนสำหรับส่งสารภายในหน่วยงานหนึ่ง    ๆ เป็นการเขียนเกี่ยวกับเรื่องราว
ที่เป็นกิจธุระของหน่วยงาน ใช้สำหรับส่งสารอย่างรวบรัดให้ได้ความมาก ใช้เวลาและหน้ากระดาษน้อย มักใช้
เป็นเอกสารที่เปิดเผยส่งจากผู้เริ่มส่งสารผ่านสายงานไปตามลำดับจนถึงผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับสาร
การเขียนบันทึกไม่ใช่งานเขียนเฉพาะบุคคล ฉะนั้นถ้อยคำใช้จึงต้องเป็นไปตามแบบแผน

สื่อสารด้วยการเขียนรายงาน

	รายงาน เป็นการเขียนเพื่อแถลงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดผู้หนึ่งหรือบุคคลคณะใดคณะหนึ่งทราบ    
รายงานเขียนได้หลายแบบ อาจเขียนเป็นรายงานโดยตรง เขียนเป็นบันทึกหรือจดหมายก็ได้ จะเขียนด้วยถ้อยคำ
ที่แสดงความหมายตรง ๆ หรือเขียนเป็นสำนวนการประพันธ์ก็ได้ จะทำเป็นรูปเล่มหรือเอกสารก็ได้ การเขียน
ควรใช้ถ้อยคำที่ผู้รับสารเข้าใจได้ชัดแจ้งและตรงกับความจริง โดยไม่ใช้ความรู้สึกของผู้เขียนเป็นเกณฑ์
ส่วนการเขียนรายงานเป็นบทความ จดหมาย หรือรายงานโดยใช้ศิลปะการประพันธ์นั้น ก็เป็นการเขียนที่มี
ลักษณะพิเศษ

สื่อสารด้วยการเขียนเรียงความ

	เรียงความ เป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ภาษาเรียบเรียงให้เป็นเนื้อเรื่อง    โดยแสดงความคิด 
ความรู้สึก จินตนาการ และความเข้าใจ ด้วยภาษาที่ถูกต้อง สละสลวย ดังนั้น ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องศึกษา
กฎเกณฑ์และฝึกเขียนอยู่เสมอ
	เรียงความมีส่วนประกอบที่สำคัญ    3 ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป เรียงความที่ดีต้องมีเอกภาพ 
สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ

เอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง

สัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน

สารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด โดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด

สำหรับโวหารที่ใช้ในการเขียนเรียงความ ได้แก่ บรรยายโวหาร พรรณาโวหาร เทศนาโวหาร อุปมาโวหาร สาธกโวหาร

สื่อสารด้วยการเขียนย่อความ

	การย่อความเป็นการเก็บใจความสำคัญของเรื่องต่าง    ๆ แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่แต่เพียงย่อ ๆ เพื่อให้อ่าน
เข้าใจเรื่องได้ครบบริบูรณ์ รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป การเขียนจะใช้รูปแบบการย่อตามเนื้อเรื่องที่จะย่อ
และใช้สำนวนภาษาของผู้ย่อเอง

สื่อสารด้วยการเขียนร้อยกรอง

	การเขียนเพื่อการสื่อสารนอกจากจะเขียนแบบร้อยแก้วแล้ว    เราสามารถสื่อสารด้วยการเขียนร้อยกรองด้วย
	ร้อยกรองเป็นข้อความที่ประดิษฐ์ประดอยตกแต่งถ้อยคำภาษาอย่างมีแบบแผนและมีเงื่อนไขพิเศษบังคับไว้   
เช่น บังคับจำนวนคำ บังคับวรรค บังคับสัมผัส เรียกว่า “ฉันทลักษณ์”
	คำประพันธ์หรือร้อยกรองมีหลายประเภท    เช่น โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ และร่าย

แนวการเขียนบทร้อยกรองมีดังนี้

1. ศึกษาฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์นั้น ๆ ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
2. คิดหรือจินตนาการว่าจะเขียนเรื่องอะไร สร้างภาพให้เกิดขึ้นในห้วงความคิด
3. ลำดับภาพหรือลำดับข้อความให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
4. ถ่ายทอดความรู้สึกหรือจินตนาการนั้นเป็นบทร้อยกรอง
5. เลือกใช้คำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์และจินตนาการร่วมกับผู้ประพันธ์
6. พยายามเลือกใช้คำที่ไพเราะ เช่น คิด ใช้ว่า ถวิล เรื่อง ใช้คำว่า ระบิล
7. แต่งให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์

ในที่นี้จะยกตัวอย่างการเขียนโคลงสี่สุภาพและการเขียนกลอนสุภาพ

การเขียนโคลงสี่สุภาพ มีหลักการที่ต้องทราบดังนี้

	บทหนึ่งมี 4 บาท    บาทหนึ่งมี 2 วรรค เรียกวรรคหน้ากับวรรคหลัง วรรคหน้ามี 5 พยางค์ ทุกบาท 
วรรคหลังของบาทที่หนึ่งที่สอง และที่สามมี 2 พยางค์ วรรคหลังของบาทที่สี่มี 4 พยางค์ และอาจมีคำสร้อย
ได้ในวรรคหลังของบาทที่หนึ่ง ที่สามและที่สี่ มีสัมผัสบังคับตามที่กำหนดไว้ในผังภูมิ สัมผัสในของโคลง
ไม่นิยมใช้สัมผัสสระ ใช้แต่สัมผัสอักษร โคลงบทหนึ่งบังคับใช้คำที่มีวรรณยุกต์เอก 7 แห่ง และวรรณยุกต์โท
4 แห่ง คำเอกผ่อนผันให้ใช้คำตายแทนได้
                                  แผนภูมิโคลงสี่สุภาพ

 

 

 

 

 

                             ตัวอย่างโคลงสี่สุภาพ
จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
บางยี่เรือราพลาง พี่พร้อง
เรือแผงช่วยพานาง เบียงม่าน มานา
บางบ่รับคำคล้อง คล่าวน้ำตาคลอ
    (นิราศนรินทร์)

การเขียนกลอนสุภาพ มีหลักดังนี้

	บทหนึ่งมี 4 วรรค    หรือ 2 บาท ๆ ละ 2 วรรค คือ วรรคสดับ วรรครับ วรรครอง วรรคส่ง แต่ละวรรคมี 
8 พยางค์ หรือ 7 หรือ 9 พยางค์ก็ได้
	สัมผัส ใช้พยางค์สุดท้ายของวรรคที่หนึ่งสัมผัสกับพยางค์ที่    3 หรือ 5 ของวรรคที่สอง และพยางค์สุดท้าย
ของวรรคที่สอง สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สาม พยางค์สุดท้ายวรรคที่สามสัมผัสกับพยางค์ที่ 3 หรือ 5
ของวรรคที่สี่ และพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สี่ สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สองในบทต่อไป เรียกว่า สัมผัส
ระหว่างบท
	เสียงวรรณยุกต์ที่นิยมในการแต่งกลอนมีดังนี้    คือ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่สองต้องใช้เสียงจัตวา 
หรือเสียงเอก หรือเสียงโท และพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สี่นิยมใช้วรรณยุกต์สามัญ หรือเสียงตรี
และพยางค์นี้ไม่นิยมใช้เสียงวรรณยุกต์ที่ซ้ำกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สอง หรือพยางค์สุดท้ายของวรรคที่สาม
                                 แผนภูมิกลอนสุภาพ
                                  










                                     ตัวอย่างกลอนสุภาพ
กลอนสุภาพพึงจำมีกำหนด กลอนหนึ่งบทสี่วรรคกรองอักษร
วรรคละแปดพยางค์นับศัพท์สุนทร อาจยิ่งหย่อนเจ็ดหรือเก้าเข้าหลักการ
ห้าแห่งคำคล้องต้องสัมผัส สดับจัดรับรองส่งประสงค์สมาน
เสียงสูงต่ำต้องเรียงเยี่ยงโบราณ เป็นกลอนกานต์ครบครันฉันนี้เอง
  (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ)
		การเขียนจะเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง    จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในงาน
เขียนทุกประเภท ทั้งงานเขียนที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนที่เป็นร้อยกรองนั้น
ต้องพยายามจดจำฉันทลักษณ์ของร้อยกรองแต่ละชนิดให้ถูกต้องแม่นยำ จึงจะสามารถสื่อสารกับ
ผู้อ่านได้อย่างสมบูรณ์