อ่านเป็น เห็นค่า สื่อภาษาประสบผลสำเร็จ

ความสำคัญของการอ่าน

การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารอย่างหนึ่ง    กล่าวคือเป็นการรับรู้เรื่องราวโดยใช้สายตามองดูตัวอักษร แล้วสมองก็จะลำดับ
เป็นถ้อยคำ ประโยค และข้อความต่าง ๆ เกิดเป็นเรื่องราวตามความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคน การอ่านช่วยให้
เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้ทันต่อเหตุการณ์ ฉะนั้นการอ่านจึงเป็น
ความจำเป็นต่อชีวิต ของทุกคนในปัจจุบัน
	การอ่านมีความสำคัญต่อตนเอง    เพราะการอ่านทำให้เราได้รับความรู้ความเพลิดเพลินมีความคิดทันโลก ทันเหตุการณ์   
และเข้าสังคมได้ดี
	การอ่านมีความสำคัญต่อสังคม   เพราะคนในสังคมจำนวนมากจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน และความจรรโลงใจจาก
การอ่าน ฉะนั้น สารที่อ่านในโอกาสสำคัญต่าง ๆ จะผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไม่ได้ เพราะมักมีผู้นำไปอ้างอิงหรือเผยแพร่เป็น
ลายลักษณ์อักษรอยู่เสมอ หากผิดพลาดก็จะเป็นผลเสียหายได้ นอกจากนี้เมื่อเราจะอ่านให้ผู้อื่นฟังเราก็ควรอ่านให้น่าฟังคือ

1. อ่านให้ผู้ฟังได้รับสารจากบทที่อ่านนั้นครบถ้วนทั้งสารที่สำคัญที่สุดและสารที่สำคัญรอง ๆ ลงไป

2. อ่านให้ผู้ฟังสนใจฟังอยู่ตลอดเวลา

ประเภทของการอ่าน

การอ่าน เป็นวิธีสื่อสารที่เป็นได้ทั้งการส่งสารและการรับสาร การอ่านแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การอ่านออกเสียง

วิธีอ่านออกเสียงประกอบด้วย

1. อ่านออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
2. อ่านเสียงดัง ฟังได้ทั่วถึง
3. อ่านให้เป็นเสียงพูดธรรมชาติ
4. รู้จักทอดจังหวะและลมหายใจ

					ฯลฯ
	การอ่านออกเสียงเป็นได้ทั้งการรับสารและการส่งสาร    ส่วนการอ่านในใจจะเป็นได้เฉพาะการรับสารเพียงทางเดียวเท่านั้น
	การอ่านออกเสียง หมายถึงการอ่านที่ผู้อื่นสามารถได้ยินเสียง    การอ่านออกเสียงมักไม่นิยมอ่านเพื่อการรับสารโดยตรง
เพียงคนเดียว เว้นแต่การอ่านบทประพันธ์เป็นท่วงทำนองเพื่อความไพเราะเพลิดเพลิน ส่วนใหญ่การอ่านออกเสียงมักเป็นการ
อ่านให้ผู้อื่นฟัง
	การอ่านออกเสียงให้ผู้อื่นฟัง    จะต้องอ่านให้ชัดเจน ถูกต้องได้ข้อความครบถ้วนสมบูรณ์ มีลีลาการอ่านที่น่าสนใจและน่าติดตามฟังจนจบ

2. การอ่านในใจ

วิธีอ่านในใจประกอบด้วย

1. ตั้งสมาธิให้แน่วแน่
2. กะช่วงสายตาให้ยาว
3. ไม่อ่านย้อนไปย้อนมา
4. ไม่ออกเสียงเวลาอ่าน

				ฯลฯ
การอ่านออกเสียงโดยทั่วไปนั้น 
  มีทั้งการอ่านร้อยแก้วและร้อยกรอง การอ่านแต่ละชนิดมีข้อควรปฏิบัติแตกต่างกัน

การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ควรปฏิบัติดังนี้

1. ออกเสียงให้ดังชัดเจนถูกต้อง เพราะถ้าออกเสียงผิดจะทำให้ความหมายผิดไปด้วย
2. อ่านเว้นวรรคตอนให้กว้าง ๆ อย่าแบ่งช่วงสั้นเกินไป จะทำให้เสียจังหวะการอ่าน
3. อ่านให้ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น การอ่านอักษรนำและคำสมาส เป็นต้น
4. อ่านให้มีเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ หลายระดับ เหมือนพูดคุยตามปกติ
5. ไม่อ่านช้าจนน่ารำคาญหรืออ่านเร็วจนลิ้นรัวไม่ชัดเจน

การอ่านออกเสียงร้อยกรอง    หรือการอ่านทำนองเสนาะ  เป็นการอ่านที่ทำให้เสียงเสนาะหู น่าฟัง มีทำนองลีลา
มีการใช้เสียงและมีจังหวะแตกต่างกันไปตามชนิดของบทร้อยกรอง มีข้อควรปฏิบัติดังนี้

1. นำบทร้อยกรองที่จะต้องอ่านทำนองเสนาะมาศึกษาเสียก่อนว่าเป็นบทร้อยกรองประเภทใด
2. ศึกษาลักษณะบังคับของบทร้อยกรองประเภทนั้น ๆ เพื่อจับจังหวะสัมผัสและศึกษาลีลาการอ่าน
3. ฝึกอ่านออกเสียงธรรมดาก่อน แล้วจึงหัดจับจังหวะ จับสัมผัสและออกเสียง
4. ก่อนอ่านทำนองเสนาะ ควรฟังตัวอย่างการอ่านหลาย ๆ ครั้ง แล้วหัดออกเสียงตาม
5. ใช้เสียงให้เหมาะกับบรรยากาศของข้อความที่อ่าน เช่น รัก โศก ปลุกใจ
6. เมื่ออ่านทำนองเสนาะได้แล้ว ควรฝึกซ้อมอยู่เสมอเพื่อให้คล่องและจำได

จุดมุ่งหมายของการอ่าน

การสื่อสารด้วยการอ่านหนังสือทุกครั้ง    ผู้อ่านจะต้องมีการตั้งจุดประสงค์การอ่านเสมอ จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละครั้ง
อาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้
จุดประสงค์โดยทั่วไปของการอ่านได้แก่
1. การอ่านเพื่อจับใจความ เป็นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง ทำให้เข้าใจเรื่องได้ครบถ้วนตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ
อย่างรวดเร็ว การฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของคำและสำนวนในเรื่อง สามารถลำดับเหตุการณ์
และลำดับความคิดแยกได้ว่า ใจความใดเป็นความสำคัญและใจความใดเป็นใจความรอง

2. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นับเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านที่พึงปฏิบัติและมีประโยชน์อย่างยิ่งแต่การที่จะเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ให้กับ การอ่านนั้น ผู้อ่านควรจดบันทึกสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน และสามารถแนะนำหนังสือที่น่าอ่านแก่ผู้อื่นได้ด้วย

3. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้จักใคร่ครวญ พิจารณาเรื่องที่อ่านอย่างละเอียด ลึกซึ้งในด้านต่างๆเป็นการอ่าน ที่ต้องอาศัย ความสามารถในการคิดพิจารณาหาเหตุผลมาประกอบ ซึ่งนับว่าเป็นทักษะด้านการอ่านขั้นสูง จึงควรฝึกฝนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันได้ การอ่านอย่างมีวิจารณาญาณจะสามารถบอกจุดประสงค์ของผู้เขียนได้ บอกความหมายของคำและสำนวน ในเรื่อง ที่อ่านได้ วิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ชัดเจน อธิบายกลวิธีการเขียนได้ และบอกคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้

ประโยชน์ของการอ่าน

	การสื่อสารปัจจุบันยังต้องอาศัยการอ่านเป็นหลักสำคัญในการติดต่อสื่อความหมาย    ด้วยเหตุนี้การอ่านจึงมีประโยชน์ต่อมนุษย์
เราเป็นอย่างมาก ประโยชน์ของการอ่านได้แก่
		ได้ความรู้ เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้เพิ่มขึ้น    ให้เกร็ดความรู้หรือความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ 
ทางวิชาการ หรือสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง
	ได้ความบันเทิง    เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านเกิดความพอใจ ความเพลิดเพลิน และมีความสุขใจ อันเกิดจากเนื้อเรื่องหรือ
ความไพเราะของถ้อยคำที่ได้อ่าน
	ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์    เพราะการใช้เวลาว่างด้วยการอ่านเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านที่ควรปฏิบัติ และมี
ประโยชน์อย่างยิ่งแต่การที่จะเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ให้กับการอ่านนั้น ผู้อ่านควรรู้จักวิธีการจดบันทึกสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน
และสามารถแนะนำหนังสือที่น่าอ่านแก่ผู้อื่นได้ การอ่านยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีกมาก ทั้งนี้ประโยชน์จะได้มากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านด้วย



พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ
นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์ จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ
แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่าง ตามแนวทางห่มวาพฤกษาไสว
เห็นพุ่มพวงบุปผายิ่งอาลัย สลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง
ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกด ฝูงในเรศขันขานประสานเสียง
น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียง เหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน
ระกำป่ากาหลงกะลิงจับ ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน เหมือนจันทน์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ
โอ้นามไม้หรือมาต้องกับน้องพี่ ขณะนี้นึกน่าน้ำตาไหล
เจ้าอยู่เรือนชื่อเชือนมาอยู่ไพร เหมือนเตือนใจให้พี่ทุกข์ทุกย่างเดิน
	                (ตัดตอนมาจาก นิราศพระบาทของสุนทรภู่)

วิธีการอ่านที่มีประสิทธิภาพ

	การอ่านที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้หลายวิธี    ในที่นี้ขอเสนอวิธีการอ่านโดยกำหนดแผนภูมิโครงเรื่องจากสิ่งที่ได้อ่านดังต่อไปนี้

ตัวอย่างเรื่องที่อ่าน กระต่ายกับเต่า

		บ่ายวันหนึ่งเต่าค่อย    ๆ คลานไปตามทางอย่างเชื่องช้า กระต่ายวิ่งสวนทางมามองดูแล้วหัวเราะขบขันกระต่ายจึงร้องทักว่า 
  “หาอะไรอยู่ ของตกหายหรือจะไปธุระ” เต่าโกรธ กระต่ายจึงเยาะเย้ยต่อไปว่า “เดินอย่างนี้จะไปหาพบหรือ”เต่าจึงร้องท้าไปว่า 
  “มาวิ่งแข่งกันเอาไหม” กระต่ายดีใจ และรับคำท้า  กระต่ายจึงไปชวนสุนัขจิ้งจอกมาเป็นผู้ตัดสินพอได้ยินสัญญาณกระต่ายจึงออก 
  วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เต่าค่อย ๆ คลานไปด้วยความตั้งใจกระต่ายวิ่งไปได้สักครู่   เห็นหญ้าขนขึ้นงามดี วิ่งมาไกลแล้ว
จึงกินหญ้า และนอนหลับฝันไป
เต่าเดินไป คิดไปว่า เราคงแพ้แน่ ๆ แต่ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่ท้อถอย เต่าเดินผ่านทุ่งหญ้าสวยงาม
กระต่ายตื่นขึ้นมา และนึกขึ้นได้ว่า กำลังแข่งขัน จึงรีบวิ่งไปยังหลักชัย แต่พบเต่ากับสุนัขจิ้งจอกรออยู่ก่อนแล้ว
	เมื่ออ่านเรื่อง “กระต่ายกับเต่า”    จบแล้วขอให้ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน โดยใช้คำนำหน้าคำถาม    ได้แก่ 
ใคร ทำอะไร ทำไม เมื่อไร ที่ไหน และ “อย่างไร” ตามหลังคำถาม คำทั้ง 6 ที่มีอยู่ในคำถามเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเร้าให้อยากรู้
ความเป็นไปตามลำดับ จะช่วยเพิ่มพูนให้อยากรู้มากขึ้น ๆ และจะได้คำตอบซึ่งพอสรุปสาระได้ 2 ประการ คือ

1. ความคิดหลัก คือ เต่าชนะกระต่าย
2. ความคิดรอง คือ

กระต่าย          :          วิ่งเร็ว หยุดกินหญ้า หลับไป มาถึงช้า
      เต่า          : คลานช้า คลานไป ไม่หยุด มาถึงก่อน

จากตัวอย่างดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านรู้จักและเข้าถึงรูปแบบการเรียบเรียง ความคิดหลัก ความคิดรอง ความคิด
รายละเอียด และความสัมพันธ์ระหว่างความคิดแต่ละชนิดของผู้เขียนเป็นอย่างดี จึงรับรู้จดจำเรื่องราวอย่างไม่ลืมเลือน

   เมื่ออ่านจบแล้ว    จะพบว่าการสื่อสารด้วยการอ่านเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต    การอ่านจะได้รับ
ประโยชน์อย่างแท้จริง จำเป็นจะต้องรู้ถึงจุดมุ่งหมายของการอ่าน สามารถแยกประเภทของสารที่อ่านได้ อ่านแล้วนำมาคิดพิจารณา
จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ครบถ้วน รู้จักเลือกสรรเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การอ่านลักษณะ
ดังกล่าวนี้เรียกว่า อ่านเป็น เมื่อผู้เรียนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “อ่านเป็น” และเห็นคุณค่า ของสิ่งที่อ่าน ก็จะสามารถสื่อภาษากับผู้อื่น
ได้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน