ปัญหาและแนวโน้มทางการเมืองของไทย

ปัญหาและการใช้รัฐธรรมนูญและแนวทางการรักษารัฐธรรมนูญไทยให้มั่นคง

ปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญของไทย
                    นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย    เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ปัญหาสำคัญ
ประการหนึ่งในระบบการเมืองไทย คือ ปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ ดังจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งโดยวิถีสันติ
และวิถีทางรุนแรง 12ฉบับแล้วปัจจุบันประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13 เมื่อ 12 ธันวาคม พ.ศ.2521
การที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้งเช่นนี้
เนื่องมาจากสาระของรัฐธรรมนูญยังไม่มีความเหมาะสม และก่อให้เกิด ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อีกประการหนึ่งเนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้นำฝ่ายต่างๆ บางกลุ่ม
ยังไม่ยอมรับที่จะให้มีรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ในการปกครองบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง จากตัวอย่างของรัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2475
ฉบับ พ.ศ.2493 ฉบับ พ.ศ.2501 ฉบับ พ.ศ.2511 ฉบับ พ.ศ.2519 และฉบับ พ.ศ.2520มีตัวบทกำหนดที่เปิดโอกาสให้กับผู้นำบางฝ่ายใช้อำนาจมากเกินไป
รัฐธรรมนูญฉบับที่กล่าวมาทั้งหมดจึงถูกใช้บังคับเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ซึ่งตรงกันข้ามกับรัฐธรรมนูญบางฉบับ ที่เป็นหลักในการปกครองประเทศที่ค่อนข้างสมบูรณ์
เช่น รัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ.2489 ฉบับ พ.ศ.2492 และฉบับปี พ.ศ.2517 ใช้เป็นหลักในการปกครองในระยะสั้นๆ เพียง 6 ปีเท่านั้นต้องถูกยกเลิกไป
การนำรัฐธรรมนูญ
มาใช จะต้องมีความสอดคล้องกันทั้งระบบ ผู้นำฝ่ายต่างๆ ต้องมีความคิดเห็นที่ตรงกัน ยึดอยู่ในหลักการของประชาธิปไตยและความมั่นคงของประเทศและประชาชน
ต้องมองเห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนั้นการใช้รัฐธรรมนูญจึงจะมีปัญหาน้อยลงและเป็นหลักที่ใช้ในการปกครองประเทศตลอดไป

ที่มาของรัฐธรรมนูญของไทย
รัฐธรรมนูญของไทยมีที่มาจาก 3 แหล่งด้วยกัน คือ
1) การปฏิวัติรัฐประหาร โดยคณะปฏิวัติรัฐประหารร่างมา เพื่อประโยชน์แก่คณะของตน ได้แก่ ฉบับ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 ให้ประโยชน์แก่คณะราษฎร์ ฉบับพ.ศ.2502
และ พ.ศ.2521ให้ประโยชน์แก่คณะปฏิวัติรัฐประหารทั้งนั้น เรียกรัฐธรรมนูญชนิดนี้ว่า “รัฐธรรมนูญคณาธิปไตย”
2) การเรียกร้องของพลังประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2489 ฉบับพ.ศ.2492 และฉบับ พ.ศ.2517 ซึ่งบรรจุหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประโยชน์
แก่ประชาชนมาก เรียกรัฐธรรมนูญแบบนี้ว่า “รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย”
3) การประสานระหว่างผลประโยชน์ของพลังคณาธิปไตยกับพลังประชาธิปไตยมักเป็นผลจากการที่ คณะปฏิวัติรัฐประหารต้องการที่จะแสวงหาความร่วมมือจากกลุ่มการ
เมืองอื่น ๆจึงจำเป็นต้องยอมให้กลุ่มผลประโยชน์อื่น ๆ เข้ามามีส่วนในการปกครองแต่คณะรัฐประหารยังคงรักษาอำนาจของตนไว้ระยะหนึ่งก่อนที่จะถ่ายทอดให้กับตัวแทน
ของประชาชนต่อไป อาทิเช่น รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2495
หรือฉบับ พ.ศ.2521 เราอาจเรียกรัฐธรรมนูญชนิดนี้ว่า
“รัฐธรรมนูญกึ่งคณาธิปไตยกึ่ง
ประชาธิปไตย” หรือ “รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยครึ่งใบ”

สาเหตุที่นำไปสู่การล้มเลิกรัฐธรรมนูญในประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลักการปกครองถึง 14 ฉบับสาเหตุ
ที่นำไปสู่การเลิกล้มรัฐธรรมนูญในประเทศไทยที่สำคัญ ๆ มี 3 ประการ คือ

    1. ความขัดแย้งระหว่างรัฐธรรมนูญกับอำนาจนิยม มองอดีตย้อนไปจะเห็นว่าผู้นำบางกลุ่มใช้อำนาจการปกครองประเทศตามอำเภอใจ โดยยึดตัวกำหนด
      ในรัฐธรรมนูญบางฉบับที่เอื้ออำนวยให้และเมื่อมีรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้และให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมคือประชาชน แต่ขัดกับอำนาจนิยมของผู้นำ
      บางฝ่าย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการล้มเลิกรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มผู้นำที่ยึดอำนาจนิยมดำเนินการ โดยอ้างเหตุผลความไม่เหมาะสม ความไม่สมบูรณ์ของ
      ตัวเนื้อหาสาระจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐธรรมนุญมีการล้มเลิกบ่อยครั้ง
    2. การขาด “รัฐธรรมนูญนิยม” เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการล้มเลิกรัฐธรรมนูญ กลุ่มผู้นำที่เป็นแกนในการปกครองบ้านเมือง ที่มีความเคยชินอยู่กับ
      อำนาจนิยม บางกลุ่มยังมีความนิยมในการที่จะปกครองบริหารบ้านเมืองตามแบบเดิมโดยเน้นการบริหารแบบผูกขาด มีการกระจายอำนาจน้อย รวมทั้ง
      การบริหารที่ปกป้องคุ้มครองสถานะ และผลประโยชน์ของตนเอง และกลุ่มคนบางกลุ่ม กลุ่มแกนนำอำนาจดังกล่าวยังไม่เห็นความสำคัญ และมุ่งมั่น
      ในรัฐธรรมนูญนิยมมากพอ ดังนั้นเมื่อประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเกินความพอดี ก่อให้เกิดสถานการณ์และความสับสนมากยิ่งขึ้น กลุ่มแกนนำ
      อำนาจนิยมจะมองว่าสาเหตุของความสับสนวุ่นวายมาจากการใช้รัฐธรรมนูญแม้กระทั่งบางครั้งรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกยกร่างและนำมาใช้โดยกลุ่ม
      อำนาจนิยมก็ยังถูกล้มเลิก เช่น
      รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2514 เป็นต้น
    3. นักการเมืองบางกลุ่มไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บังคับอยู่ขณะนั้น ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร
      และของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร พยายามใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรยังผลให้ประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจรัฐบาลและ
      พยายามหาทางล้มเลิกรัฐธรรมนูญนั้นเสีย ในทำนองเดียวกันเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนไม่ปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญและพยายาม
      อาศัยช่องโหว่บางประการของรัฐธรรมนูญประพฤติตนอย่างผู้ไร้วินัย จึงไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ชอบระบอบรัฐธรรมนูญยกมาเป็นข้ออ้าง ในการล้มเลิก
      รัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ที่ศรัทธาในระบอบรัฐธรรมนูญเสื่อมศรัทธาในระบอบรัฐธรรมนูญอีกด้วยการล้มเลิกรัฐธรรมนูญเป็นสาเหตุสำคัญ
      ที่เกิดจากทัศนคติทางการเมืองและพฤติกรรมของบุคคลมากกว่าเกิดจากความไม่เหมาะสมของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเอง

แนวทางในการรักษารัฐธรรมนูญของไทยให้มั่นคง
การล้มเลิกรัฐธรรมนูญของไทยนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2521เป็นต้นมา ทำให้มั่นใจได้ว่านักการเมืองและผู้ทรงอำนาจทางการเมืองของไทยส่วนมาก
ได้เปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมทางการเมืองไปค่อนข้างมากจึงมีส่วนให้รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2521 ใช้บังคับมาจนทุกวันนี้ ซึ่งนานกว่ารัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับ
จึงน่าจะมาวิเคราะห์เพราะเหตุใดรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 จึงมีความมั่นคงมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ

ปัจจัยด้านนักการเมือง

การตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 ของนักการเมืองส่วนใหญ่ มีผลทำให้กระบวนการทางการเมืองการปกครอง
ของไทยในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงจากระบบเผด็จการมาสู่ระบบกึ่งเผด็จการ หรือที่เรียกว่า “ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ” ดำเนินไปได้โดยราบรื่นพอ
สมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นยอมรับและเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายทหาร คือ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์จัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีเสียงสนับสนุน
ค่อนข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้
นอกจากนี้ ตัววุฒิสมาชิกซึ่งเป็นเสมือนหนึ่ง “ตรายาง” ของรัฐบาลได้ออกเสียงร่วมกับฝ่ายค้าน โดยไม่มีการยึดถือตัวบุคคลที่เคย
ทำบุญคุณแก่พรรคตน วุฒิสมาชิกซึ่งประกอบด้วยนายทหารจึงเป็นเสียงแห่งเหตุผลมากกว่าฝ่ายอำนาจของรัฐบาลที่แต่งตั้งพรรคตนโดยการแสดงความไม่เห็นด้วย
กับนโยบายของรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ซึ่งได้มีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี และการประกาศขึ้นราคาน้ำมันและต่อมาท่านได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2523

ปัจจัยด้านผู้นำฝ่ายทหาร

นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 เป็นต้นมา ผู้นำฝ่ายทหารได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะรัฐมนตรีด้วยในระยะเริ่มแรก และสามารถร่วมมือกับนักการเมือง
ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังอนุญาตให้ผู้นำฝ่ายทหารดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีได้ โดยไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งทางราชการดังนั้นจึงอาจกล่าว
ได้ว่าผู้นำฝ่ายทหารในปัจจุบัน ไม่ได้มีทัศนคติในทางลบต่อการใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศเหมือนสมัยก่อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ประกาศ
รัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ.2521เป็นต้นมา แนวทางในการรักษารัฐธรรมนูญให้มั่นคง ดังนี้

    1)สนับสนุนให้นักการเมืองที่มีคุณภาพ และเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ได้เข้ามานั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อช่วยกันประคับประคองประชาธิปไตย
    ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2521 ให้ดำรงอยู่และพัฒนาก้าวหน้าต่อไป
    2)ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทหารมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพของ กองทัพและพัฒนาวิชาชีพทหาร ให้ชัดเจนขึ้นและให้กองทัพเป็นกลุ่มพลังสำคัญของ
    ประเทศในการประคับประคอง และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
    3)ส่งเสริมและสนับสนุนให้พรรคการเมืองและกลุ่มพลังที่นิยม ประชาธิปไตยมีบทบาทมากขึ้นทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภาเพื่อจะได้ช่วยประคับประคอง
    ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2521 ให้ดำรงอยู่และพัฒนาก้าวหน้าต่อไป

ปัญหาการเข้ามามีบทบาททางการเมืองของระบบข้าราชการไทย

ปัญหาการเมืองไทยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการที่ข้าราชการประจำเข้าไปมีบทบาทและทำหน้าที่เป็นนักการเมืองเสียเองโดยการเข้าไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ
ทางการเมืองเพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย อาทิ เป็นรัฐมนตรี เป็นวุฒิสมาชิก เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ เป็นต้น ระบบการเมืองไทยจึงเป็นระบบการเมืองแบบ
“อำมาตยาธิปไตย” (Bureaucratic Polity) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นชัดมาตั้งแต่ปฏิวัติ พ.ศ.2475 ดังจะได้ยกปัญหาต่างๆ มากล่าวดังต่อไปนี้

ปัญหาด้านโครงสร้างระบบราชการไทย
การจัดโครงสร้างระบบบริหารราชการไทยได้เน้นหลักการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางจนมากเกินความจำเป็น จึงก่อให้เกิดปัญหาของการบริหารงาน และการดำเนินงาน
ที่ล่าช้า(Red Tape) เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงนับตั้งแต่การปฏิวัติการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ระบบและโครงสร้างของ
การบริหารในแบบราชการไทยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่ทันเหตุการณ์ไม่สอดคล้องกับความเจริญทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันในอนาคตอันใกล้นี้การบริหารราชการได้มีการกระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่นมากขึ้นกว่าที่เป็นมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจัดตั้งหน่วยงาน
รองรับเพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

ปัญหาด้านทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของข้าราชการไทย

1)ปัญหาด้านทัศนคติและค่านิยมของข้าราชการไทย
1.1)ข้าราชการไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติและค่านิยมที่ยกย่องในอำนาจความมั่งคั่ง เกียรตินิยม และชื่อเสียง
1.2)ข้าราชการไทยส่วนใหญ่ยกย่องในระบบอาวุโส ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการชั้นผู้น้อยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงมีศักดิ์ศรี ผู้เหนือกว่าและผู้ต่ำกว่า
1.3)ข้าราชการมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้สูง จึงเป็นกลุ่มที่มี พลังอำนาจการต่อรองทางการเมืองสูงและสามารถเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตนได้
1.4)การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการบางกลุ่มยังประสานและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนยังไม่ดีเท่าที่ควร และยังมีความคิดในระบบศักดินาแบบเดิมปรากฎอยู่

2)ปัญหาด้านคุณธรรมในการปฏิบัติงานของข้าราชการไทย
2.1)ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกในระบบราชการไทย
2.2)ปัญหาด้านการรักษาวินัยและคุณธรรมในการปฏิบัติงานของข้าราชการบางกลุ่ม ซึ่งยังมีการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและขาดความเป็นธรรมต่อประชาชน
ผู้มาใช้บริการในบางเรื่องปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้กับข้าราชการทุกประเทศเช่นเดียวกัน

3)ปัญหาด้านประสิทธิภาพของระบบราชการไทย
ปัญหาด้านประสิทธิภาพของระบบราชการไทย หมายถึง การที่ข้าราชการยังไม่สามารถให้บริการและรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มที่หรือเป็นที่น่าพอใจของประชาชน
ปัญหาการขาดประสิทธิภาพของระบบราชการไทย ได้แก่ ข้าราชการในท้องถิ่นยังมีการตัดสินใจช้าเพราะอำนาจบางเรื่องยังอยู่ในส่วนกลางการขยายตัวของหน่วยงาน
โดยไม่มีขอบเขต การขาดเอกภาพในการบริหารงานบุคคลต่างๆและการมีกฎระเบียบ และวิธีการปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน

4)แนวทางบางประการในการแก้ไขปรับปรุงระบบราชการไทย
4.1)แนวทางในการปรับปรุงด้านโครงสร้างของระบบราชการไทยหลักการพื้นฐานอันสำคัญ ในระบอบประชาธิปไตย คือ การกระจายอำนาจจากส่วนกลางให้มากยิ่งขึ้น
คือมอบหรือแบ่งอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ข้าราชการส่วนภูมิภาคในระดับปฏิบัติการ โดยส่วนกลางยังคงสงวนไว้เพียงอำนาจตัดสินใจกำหนดนโยบายไว้เท่านั้น

4.2)แนวทางในการพัฒนาด้านทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของข้าราชการไทย การพัฒนาทัศนคติและค่านิยม อาจกระทำได้โดยวิธีการฝึกอบรมให้ข้าราชการเกิด
สำนึกในการรับใช้และบริการประชาชน การที่ข้าราชการระดับสูงต้องกระทำตนให้เป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการชั้นผู้น้อย การใช้ระบบคุณธรรมในการสรรหาบุคคลเข้า
รับราชการก็ดี การประเมินผลงานเพื่อปูนบำเหน็จความดี ความชอบ หรือเพื่อการเลื่อนขั้นเงินเดือน และตำแหน่งสูงขึ้นก็ดีควรใช้หลักคุณธรรมสำหรับการปราบปราม
ผู้ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการนั้นก็พึงใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด

4.3)แนวทางในการปรับปรุงด้านความรับผิดชอบและประสิทธิภาพของระบบราชการไทย
1.การพัฒนาประชาชนและสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนคือ กลุ่มองค์กร พรรคการเมืองและสถาบันนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร) ให้มีความเข้มแข็ง
ในการเข้าควบคุมการ บริหารงานของระบบราชการ
2.ปรับปรุงระบบการบริหารบุคคลของรัฐให้มีเพียงองค์กรเดียวเพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายวางแผนพัฒนาบุคลากรของรัฐและประสานการดำเนินงานหน่วยงานต่างๆ
และรัฐวิสาหกิจ
3.ปรับปรุงแก้ไขด้านกฎระเบียบและวิธีการปฏิบัติให้เกิดความสะดวกมีขั้นตอนน้อยที่สุดและประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อขอรับบริการได้ง่ายที่สุด

แนวโน้มการพัฒนาทางการเมืองไทย

ปัญหาระบบการเมืองไทยยังถูกครอบงำโดยระบบราชการ

บทบาทของข้าราชการในทางการเมือง
ระบบราชการ จะยังคงมีบทบาททางการเมืองอยู่เช่นเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้ามารับผิดชอบแก้ไขปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม นักวิชาการหรือ
ผู้ชำนาญการ (Technocrats)ของระบบราชการจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในทางอ้อมในการกำหนดนโยบายและวางแผนแก้ปัญหาของสังคมทั้งในระยะสั้นและ
ระยะยาวให้กับรัฐบาลซึ่งได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้นำฝ่ายทหารว่าเป็นรัฐบาลที่มีความสามารถจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ โดยที่ทางฝ่ายทหารเองก็ได้มีการพัฒนา
คุณภาพของบุคลากรของตนให้มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองนอกเหนือจากการทหาร เพื่อให้เข้ามารับผิดชอบกิจกรรมของบ้านเมืองร่วมกับนักวิชาการ
หรือผู้ชำนาญการจากฝ่ายข้าราชการพลเรือน
ปัญหาการขาดประสิทธิภาพและความสามารถของระบบการเมือง ในการแก้ไขปัญหาของสังคม
ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการแก้ปัญหาของสังคมยังคงเป็นจุดวิกฤติของระบบการเมืองไทย ในขณะที่สถาบันทางการเมืองรัฐสภายังคงมีอ่อนแอ
ทำให้ระบบราชการเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาการรวมอำนาจบริหาร การขาดประสิทธิภาพของระบบราชการหากผู้นำทางการเมืองไม่ตัด
สินใจดำเนินการแก้ไขปัญหาของระบบราชการอย่างจริงจังแล้วระบบการเมืองไทยในทศวรรษหน้านี้ จะประสบกับปัญหาทางสังคมที่ทวีทับถมกันมากและอาจเป็นอันตราย
ต่อการอยู่รอดของระบบการเมืองไทยทั้งระบบได้
ปัญหาการขาดระบบการเมืองที่ทำหน้าที่ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
ส่วนใหญ่
มีการคาดคะเนว่า ระบบการเมืองของไทยมีแนวโน้มที่มีความหลากหลายมากขึ้น กล่าวคือกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มนักวิชาการหรือผู้ชำนาญการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้
อำนาจทางการเมือง กับกลุ่มข้าราชการ-ทหาร-พลเรือนในสัดส่วนที่มากขึ้น ซึ่งมีการเรียกการเมืองแบบนี้ว่า “การเมืองแบบพหุนิยมและชนชั้นนำ” (Pluralist Elites
Rule)จึงคาดหมายได้ว่าระบบการเมืองไทยในอนาคตคงจะเป็นเรื่องของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองเพียง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้นำฝ่ายทหาร กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มนัก
วิชาการหรือผู้ชำนาญการ

สถาบันและกระบวนการทางการเมืองไทย
แนวโน้มของปัญหาสถาบันทางการเมืองไทยปัจจุบันยังอ่อนแอ และขาดความเป็นสถาบัน
กติกาทางการเมือง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ทำให้สถาบันทางการเมืองไทย เช่น รัฐสภา พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ฯลฯได้มีโอกาสพัฒนาตนเองให้มีความ
เป็นสถาบันมากขึ้นดังจะเห็นได้ว่ามีการปรับปรุงโครงสร้างย่อยภายในสถาบันนิติบัญญัติเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ได้เริ่มมี
บทบาททางการเมืองมากขึ้นในการทำหน้าที่สรรหาบุคคลเข้าสู่ระบบ แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของพรรคการเมืองในการรักษาผลประโยชน์ยังมีความเป็นไปได้น้อย
เพราะยังมีความขัดแย้งกันในพรรค กลุ่มผลประโยชน์ โดยเฉพาะผู้เสียเปรียบในสังคม เช่น กลุ่มชาวนา ชาวไร่ ผู้ใช้แรงงานยังไม่มีบทบาทในทางการเมืองมาก
เท่าที่ควร ในขณะเดียวกันยังเป็นกลุ่มที่เสียเปรียบทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ ที่น่าสังเกตคือกลุ่มนักธุรกิจกำลังมีบทบาทอย่างรวดเร็วโดยได้เข้ามามีส่วนใน
การกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยช่องทางที่เปิดให้แต่อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้วสถาบันทางการเมือง
ของไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งและมีความเป็นสถาบันมากขึ้น
ประชาชนเห็นความสำคัญและมีความรู้ด้านการเมืองน้อย
สถาบันของรัฐยังให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองและประชาธิปไตยน้อย การหาเสียงของผู้แทนราษฎรยังขาดสาระความรู้ และแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมี
ความรู้ความเข้าใจ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การขาดอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองไทย ข่าวเกี่ยวกับการย้ายพรรคการเมืองของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาร่วมกับพรรคเพียงเพราะต้องการอาศัยความสำคัญของตัวบุคคล คือ ผู้นำพรรคการเมือง
รวมทั้งเงินทุนหาเสียงที่พรรคการเมืองนั้นให้การสนับสนุนตลอดจนชื่อเสียงของพรรคการเมืองนั้นอาจทำให้โอกาสได้รับเลือกตั้งมีมากขึ้นเมื่อวิเคราะห์ดูนักการเมือง
และพรรคการเมืองทำให้เห็นว่าประเด็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญน้อยกว่าตัวบุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากจุดร่วมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่
อยู่ที่ผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ และยังไม่มีพรรคการเมืองใดมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แน่นอนชัดเจน ดังนั้น ปัญหาการแตกแยกภายในพรรคการเมือง การไม่มี
วินัยของสมาชิกพรรคการเมืองจะยังเป็นปัญหาที่แต่ละพรรคการเมืองจะต้องประสบภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป
ปัญหาการถ่ายทอดอำนาจทางการเมือง
รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2521 ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆประการ ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยโดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะว่า ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ม
ีเจตนารมย์ที่จะชะลอการถ่ายทอดอำนาจทางการเมืองจากกลุ่มผู้ก่อการปฏิวัติรัฐประหารไปสู่ประชาชน อีกทั้งผู้นำฝ่ายทหารยังคงสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่
ดังนั้น การจะพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยให้ก้าวหน้ามากกว่าความเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”ก็คงจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น การเมืองไทยในช่วงสิบปี
ข้างหน้า จะยังคงเป็นเรื่องของในระดับบน คือ กลุ่มชนชั้นผู้นำทางการเมือง อันได้แก่ กลุ่มข้าราชการทหาร พลเรือน และกลุ่มนักธุรกิจ สำหรับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว
จะยังไม่ได้รับประโยชน์จากสถาบันและกระบวนการทางการเมืองของไทยอย่างเต็มที่ในระยะเวลาอันสั้นนี้แต่ก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดีในอนาคต

ปัญหาทางด้านทัศนคติและพฤติกรรมทางการเมืองของไทย
ในทศวรรษที่ผ่านมานี้ คนไทยมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรมทางการเมืองในลักษณะของการสนใจทางการเมืองมากขึ้นและเริ่มมีความเชื่อมั่นในพลัง
และความสามารถของตนที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้นั้น แท้จริงแล้วยังมีผลทางการเมืองในขอบเขตที่จำกัดทัศนคติและพฤติกรรมทางการเมือง
ของประชาชนจะถูกกล่อมเกลาจากกลไกของรัฐมากกว่าสถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง ทั้งนี้โดยทรัพยากรกำลังคนและเงินซึ่งระบบราชการมีมากกว่า
สถาบันทางการเมืองใด ๆ โดยจะพยายามดูดซับพลังของประชาชนให้เข้ามาอยู่ภายใต้การชักนำของกลุ่มผู้นำฝ่ายทหาร พลเรือน ที่ตั้งกลุ่มต่าง ๆ
ขึ้นมา โดยมีวัตถุ
ประสงค์หลักเพื่อประสานนโยบาย การรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นสำคัญ