การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการ (Process) ที่จะทำให้รายได้ที่แท้จริงของประเทศเพิ่ม ขึ้นในระยะยาว ถ้าอัตราเพิ่มของ รายได้ประชาชาติที่แท้จริงสูงกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรแล้วจะมีผลทำให้รายได้ที่แท้จริงของคนเพิ่มด้วย จากคำจำกัดความ มีคำที่ต้องทำความเข้าใจอยู่ 3 คำ คือ

    คำว่ากระบวนการ หมายถึงกรรมวิธีที่เกิดขึ้นและเป็นผลต่อเนื่องกันจนในที่สุดทำให้บรรลุวัตถุประสงค์คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้ ประชาชาติที่แท้จริง ถ้าจะดูให้ลึกแล้วกระบวนการที่เกิดขึ้นย่อมต้องมีแรงกระตุ้น (Force) หรือมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานบางประการ และผลของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเหล่านี้ในที่สุดจะมีผลให้บรรลุจุดมุ่งหมายคือการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติที่แท้จริง ปัจจัยดังกล่าวนี้อาจแบ่งได้เป็น 2 พวก คือ

      1. 1. ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทาน ได้แก่ ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปทานหรือผลิตผล เช่น การค้นพบทรัพยากรใหม่ การสะสมทุน การเพิ่มขึ้นของประชากร การนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ และทันสมัยมาใช้ การใช้ความชำนาญในการผลิตรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสถาบัน
      2. 2. ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ ได้แก่ จำนวนประชากร และเปอร์เซ็นต์ของประชากรในระดับอายุต่าง ๆ ระดับรายได้และการจัดสรรรายได้ รสนิยมและรูปสถาบัน

เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงปัจจัยหนึ่ง ๆ ย่อมส่งผลกระเทือนต่อปัจจัยอื่นด้วย การที่จะเข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาอย่างแท้จริงต้องศึกษาถึงผลของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทั้งหมดรวมกัน

    คำว่ารายได้ประชาชาติที่แท้จริง หมายถึงรายได้ประชาชาติที่คำนวณออกมาในครั้งแรก ในราคาปัจจุบัน เพื่อขจัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงของราคาออก [current/ดัชนีราคา (price index)] ถึงแม้ว่าการคำนวณรายได้ประชาชาติที่แท้จริงของแต่ละประเทศยังมีปัญหาและมีส่วนคลาดเคลื่อนอยู่มากก็ตาม ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องยอมรับเอารายได้ประชาชาติเป็นเครื่องวัดไปก่อน จนกว่าจะมีสิ่งอื่นเป็นเครื่องวัดได้ดีกว่านี้

    คำว่าระยะยาว (longrun) ตามคำจำกัดความนี้ต้องถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจนั่นคือจะถือว่าประเทศหนึ่ง ๆ มีการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเมื่อรายได้ประชาชาติของประเทศนั้นเพิ่มขึ้นในระยะยาวเท่านั้น ถ้าเพิ่มขึ้นระยะสั้นเพียงปีเดียวไม่ถือว่าเป็นการพัฒนาตามความหมายนี้

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นบันทึกเจตนาอันแน่วแน่ของรัฐบาลอย่างมีระเบียบในการที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในระยะเวลาหนึ่ง และนโยบายที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ๆ โดยคำนึงถึงหลักทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคือบันทึกของรัฐบาลว่ามีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เหตุที่รัฐบาลต้องบันทึกเจตนาและนโยบายที่จะบรรลุเจตนานั้นอย่างเป็นระเบียบก็เนื่องจากวัตถุประสงค์และวิถีทางที่จะบรรลุจุดประสงค์นั้นจะสำเร็จลงได้เมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่ง เป็น 3 ปี 5 ปี เมื่อเป็นระยะยาวจึงจำเป็นต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน อีกประการหนึ่งการปฏิบัติตามแผนพัฒนาฯนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคลหลายฝ่ายด้วยกันเริ่มตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนักธุรกิจและประชาชน ดังนั้นจึงสมควรที่จะจัดทำเป็นหลักฐานสำหรับผู้เกี่ยวข้องถือเป็นหลักปฏิบัติ ซึ่งโดยทั่วไปประเทศต่าง ๆ มักกำหนดเป้าหมายในแผนพัฒนาที่คล้ายคลึงกันคือ ทำให้รายได้ประชาชาติสูงขึ้น ทำให้มีการทำงานอยู่ในระดับสูง ทำให้ดุลการชำระเงินสมดุลย์สร้างและรักษาเสถียรภาพระดับราคาสินค้าทั่วไปให้มีการแจกแจงรายได้อย่างสม่ำเสมอ และให้ความเจริญในท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่แตกต่างกัน

สำหรับประเทศไทยได้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจมาแล้ว 8 ฉบับ มีช่วงเวลาของแต่ละแผนกำหนดไว้ 4 ปี ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของแผนพัฒนาฉบับที่ 8 ซึ่งแต่ละแผนมีข้อสรุปดังนี้

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1

(พ.ศ.2504-2509)

กำหนดแนวทางหลักในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน ในรูปของระบบคมนาคมและขนส่ง ระบบเขื่อนเพื่อการชลประทานและพลังไฟฟ้า ตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยหวังว่าปัจจัยที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ส่งเสริมบรรยากาศเพื่อให้มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูก

ผลของการดำเนินงานในช่วงของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศรุดหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 4.6 และ 4.9 ตามลำดับ อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการพัฒนาครั้งแรกอย่างแท้จริง โดยจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยถึงร้อยละ 8 ต่อปี คือ เพิ่มจากฐานเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการผลิตเพียง 59,000 ล้านบาท ในปี 2503 มาเป็น 89,000 ล้านบาทในปี 2509 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้

การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในปี 2503 นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้อุตสาหกรรมมีการขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 10.2 ต่อปี นอกจากนี้การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้สาขาก่อสร้างขยายตัวถึงร้อยละ 10.3 ต่อปี การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีส่วนส่งผลให้การส่งสินค้าไปยังต่างประเทศขยายตัวถึงร้อยละ 8.6 ซึ่งแสดงว่ามูลค่าสินค้าออกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมีการขาดดุลการค้า แต่ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศก็มีฐานที่เกินดุล ทำให้เกิดความมั่นคงทางการคลังของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มีการบุกรุกและทำลายพื้นที่ป่าสงวน เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างขนาดใหญ่

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2

(พ.ศ.2510-2514)

แผนพัฒนาฯฉบับนี้ยังคงยึดแนวทางตามแผนฯ คือการพัฒนาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่ได้รวมเอาแนวคิดด้านการพัฒนาสังคมควบคู่กันไปด้วย มุ่งให้ผลของการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ชนบทที่ห่างไกล มีการทุ่มงบประมาณเพื่อการลงทุนในส่วนภูมิภาคถึงร้อยละ 75-80 นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนมากขึ้น และจัดตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ยกร่างกลยุทธ์การพัฒนารายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอุตสาหกรรมการค้าและบริการ

เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 2 ขยายตัวถึงร้อยละ 7.2 สาขาบริการขยายตัวร้อยละ 8.2 อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.5 แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่มากดังที่คาดไว้เนื่องมาจากราคาข้าวและยางพาราที่เป็นสินค้าออกของไทยลดลงในตลาดโลก การลงทุนจากต่างประเทศลดลง และมีการใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยลดลง

อย่างไรก็ตามใน พ.ศ.2514 สัดส่วนการลงทุนมีถึงร้อยละ 22.97 ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนการออม ซึ่งมีมูลค่าร้อยละ 20.4 ในครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยได้เริ่มมีการพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ เช่น การลงทุนและการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่ต้องการ

ส่วนทางรายได้ของประชาชนนั้นปรากฏว่ามีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ กล่าวคือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนครัวเรือนในชนบทที่ยากจนเพิ่มขึ้นใน พ.ศ.2504 ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 43 มาเป็นร้อยละ 45 ในปี พ.ศ.2512 ในขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออกมีการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น กล่าวคือ จำนวนครัวเรือนที่ยากจนในภูมิภาคดังกล่าวได้ลดลงจากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 10 ในระยะเดียวกัน

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาในระยะของแผนพัฒนาฯทั้งสองฉบับที่ผ่านมา ซึ่งเน้นโครงการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ถนน ไฟฟ้า เขื่อน ท่าเรือ โทรศัพท์ เป็นต้น โดยตั้งอยู่ในความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การเพิ่มการผลิตของประเทศจะต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ ปรากฏว่าโครงการเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนบางส่วน เนื่องจากไม่สามารถส่งประโยชน์ให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ผู้ได้รับประโยชน์จะเป็นผู้ใกล้แหล่งที่จะใช้บริการพื้นฐานและมีปัจจัยการผลิตพร้อมมูล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จึงเห็นได้ว่าแต่ละบุคคลมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มผลผลิตและรายได้ของตนจากการบริการและการลงทุนของรัฐ ไม่เท่าเทียมกัน จึงส่งผลให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการกระจายรายได้ที่แตกต่างกันมากขึ้น

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3

(พ.ศ.2515-2519)

มุ่งเน้นการกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างทางสังคมโดยการขยายการบริการด้านเศรษฐกิจและสังคมของรัฐไปในเขตชนบทมากขึ้น ส่งเสริมการวางแผนครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวที่ยากจน ลดภาระทางเศรษฐกิจ และการปรับปรุงสถาบันและองค์กรทางด้านสินเชื่อการเกษตร ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าเกษตรกรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับความเจริญทางเศรษฐกิจยังคงยึดแนวทางการพัฒนาต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯฉบับก่อน ๆ คือ เน้นการยกระดับการผลิตโดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้แก่ประชาชนในชนบท โดยเร่งรัดการผลิตการทดแทนการนำเข้าและขยายการส่งออกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในด้านรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เน้นหนักไปในทางรักษาระดับสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อการครองชีพของประชาชนมิให้สูงขึ้นจนเป็นผลเสียต่อการกระจายรายได้ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกและปรับปรุงโครงสร้างการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ได้เริ่มในช่วงระยะเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังประสบปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเงินโลก ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศลดค่าเงินดอลล่าร์ติดตามด้วยวิกฤตการณ์พลังงาน มีการเพิ่มราคาน้ำมันถึง 4 เท่าตัว ในช่วง 3 ปีแรกของแผนพัฒนาฯฉบับนี้ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจชะงักงัน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด และสถานการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานบ่อยครั้ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ดังจะเห็นได้จากมีการเปลี่ยนรัฐบาลถึง 7 ครั้งในช่วงนี้ ดังนั้นกลยุทธ์หลักของแผนพัฒนาฯฉบับนี้จึงมุ่งที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาและการลงทุนชะงักงัน ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในระดับที่เป็นไปได้ นอกจากนั้นก็ได้มีการปรับปรุงแผนการพัฒนาฯ เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาทางการเมือง สังคม และความมั่นคง โดยเน้นการลดช่องว่างของรายได้และความเหลื่อมล้ำทางสังคม

เมื่อพิจารณาจากอุปสรรคที่ผ่านมาภายหลังจากที่แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้สิ้นสุดลง แผนนี้ประสบผลสำเร็จพอสมควร รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางด้านการเงินและการคลังหลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้เริ่มคลี่คลายลงไปในปีสุดท้ายของแผน ทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมมีการขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 7 ต่อปี อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 11.4 ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์น้ำมันและสินค้าปฐมราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตามการส่งออกสินค้าและบริการได้เพิ่มค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ราคาสินค้าปฐมในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันการนำเข้าก็สูงกว่าเป้าหมายมาก

สำหรับการกระจายบริการทางด้านเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยอาศัยการชลประทานสามารถทำได้เพียงร้อยละ 0.3 ของเนื้อที่ชลประทานทั้งหมด และเกือบทั้งหมดอยู่ในบริเวณภาคกลาง นอกจากนี้ยังให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชนได้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น

ทางด้านการบริการสังคมสามารถกระจายการให้บริการวางแผนครอบครัวไปยังส่วนภูมิภาคได้มากขึ้น ทำให้อัตราการเพิ่มประชากรลดลง แต่การให้บริการทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขยังไม่เพียงพอ เด็กวัยเรียนอยู่นอกระบบโรงเรียนถึงร้อยละ 56 ส่วนการให้การบริการทางด้านสาธารณสุขในชนบทยังขาดแคลนทั้งปริมาณและคุณภาพ

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4

(พ.ศ.2520-2524)

แผนพัฒนาฯฉบับนี้มีแนวทางในการพัฒนา 2 แนวทาง คือ

    1. เน้นการฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งขยายการผลิตในภาคเกษตรกรรมและปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สามารถขยายการผลิตเพื่อการส่งออก นอกจากนี้ยังมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยเน้นฐานะดุลการชำระเงินและการขาดดุลงลประมาณใช้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม ที่จะค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยการพยายามรักษาเป้าหมายการผลิตทดแทนการนำเข้าแผนการลงทุน แผนเงินกู้ แผนรายจ่าย แผ่นเร่งการส่งออกและระดับราคาให้เป็นไปอย่างมีระบบตามที่กำหนดไว้
    2. เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาพัฒนาในลักษณะที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ในชาติ ที่สำคัญได้แก่ การสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานของประเทศ คือ น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในบริเวณอ่าวไทย ตลอดจนฝั่งทะเลด้านตะวันออกของภาคใต้

แนวทางหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 เน้นการใช้การลงทุนในภาครัฐเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมในหมู่ประชาชนให้น้อยลง ในขณะที่กำลังร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงภาวะทางการเมืองอยู่เสมอ ๆ จึงกำหนดให้คณะรัฐบาลที่เข้ามาใหม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหาต่าง ๆ ได้ตามแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนั้น ๆ ทำให้แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัวและการที่ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศถึงร้อยละ 75 ของการใช้พลังงานทั้งหมดใน พ.ศ.2524 ทำให้ต้องใช้รายได้จากการส่งออกสินค้าของประเทศซื้อน้ำมันจากต่างประเทศตามราคาที่สูงขึ้นประกอบกับการที่ทั้งภาครัฐและ เอกชนมุ่งใช้นโยบายเพิ่มการลงทุนเพิ่มรักษาระดับการเจริญเติบโต ทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นถึงร้อยละ 11.6 โดยเฉลี่ยตลอดช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้

ผลการดำเนินงานเร่งฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาฯ ทำให้ตลอดระยะเวลาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7.1 ต่อปี แต่ปรากฏว่าการผลิตในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นภาคที่สำคัญที่สุดในโครงการผลิตของระบบเศรษฐกิจส่วนรวม มีการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเฉลี่ยถึงร้อยละ 1.5 ประกอบกับการที่ไม่สามารถรักษาระดับราคาสินค้าเกษตรได้ทั่วถึงทั้งประเทศ ทำให้เกิดความแตกต่างของรายได้ระหว่างประชากรที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมกับในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นอย่างมาก

ในด้านการกระจายรายได้และบริการสังคมนั้นยังไม่มีการกระจายได้เพียงพอและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเขตชนบท ถึงแม้ว่าประชากรที่ยากจนทั่วประเทศได้ลดลงจากร้อยละ 39 ใน พ.ศ.2511-2512 เหลือร้อยละ 34 ใน พ.ศ.2518-2519 แต่ประชากรที่ยากจนก็ยังมีจำนวนมากถึง 10 ล้านคน ประชากรเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาความอดอยาก ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาขาดแคลน บริการพื้นฐานในการดำรงชีพ เป็นต้น

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5

(พ.ศ.2525-2529)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 นี้ได้ปรับแนวความคิดในการพัฒนาประเทศ โดยถือว่าเป็น “แผนนโยบาย” ที่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเปลี่ยนไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ทั้งนี้เนื่องจากการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ มาแล้ว 4 แผน เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด นับแต่ตั้งแต่ พ.ศ.2516-2517 เป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินจากนอกประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานพัฒนาหลายด้าน เช่น การใช้จ่ายมากเกินไปทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาความยากจนในชนบท ภาระหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก เป็นต้น แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้มีลักษณะพิเศษดังนี้ คือ

    1. เน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่าการมุ่งขยายอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจและการผลิตภายในประเทศสามารถปรับตัวรับสถานการณ์ของโลกในอนาคต โดยการเร่งระดมเงินออมสร้างวินัยทางเศรษฐกิจ
    2. ยึดพื้นที่เป็นหลักในการวางแผนกำหนดแผนงานและโครงการเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติทั้งในภาครัฐและเอกชน เช่น พื้นที่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาชนบท พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นต้น
    3. เน้นการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง โดยมีแผนงานและโครงการพัฒนาที่มุ่งให้หลักประกันที่จะให้ประชาชนในชนบทมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ช่วยเหลือตนเองได้และมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและพัฒนาประเทศได้ต่อไปในอนาคต
    4. เน้นบทบาทและความร่วมมือจากภาคเอกชนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิตในสาขาการเกษตร อุตสาหกรรม การพัฒนาพลังงานและเร่งการส่งออก เพื่อให้เอกชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และแบ่งเบาภาระของรัฐในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ต่อไป

การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ประสบกับเงื่อนไขและข้อจำกัดมากกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของโลกได้ซบเซาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน รัฐบาลไทยได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ โดยการกำหนดมาตรการทางการคลังที่รัดกุมการใช้มาตรการทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะหนี้ การใช้มาตรการเร่งรัดการส่งออก รวมทั้งการปรับลดค่าเงินบาทเมื่อปลาย พ.ศ.2527 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ได้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาโดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย ส่งผลทำให้การพัฒนาด้านต่าง ๆ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ สำหรับอัตราเงินเฟ้อ การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาสำคัญในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ได้ลดความรุนแรงลงในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5

ด้านการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยรัฐสามารถจัดโครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนได้ถึงร้อยละ 99.8 ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด ทำให้ประชาชนในเขตพื้นที่เป้าหมายได้รับประโยชน์จากการพัฒนาหลายประการ เช่น ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน ได้รับการส่งเสริมให้มีงานทำในฤดูแล้ง ตลอดจนได้รับบริการด้านสาธารณสุขและสังคม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ผลการพัฒนาบางด้านไม่ได้ผลตามเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายไปด้วย มีการขยายตัวประมาณร้อยละ 5 เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดให้เพิ่มถึงร้อยละ 6.6 ต่อปี และการที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นต่ำเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา ดังจะเห็นได้จากมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 แสนคนหรือร้อยละ 1.9 ของกำลังแรงงานใน พ.ศ.2524 เป็นประมาณ 1 ล้านคนหรือร้อยละ 3.6 ของกำลังแรงงานในปี พ.ศ.2529 ทำให้แรงงานชนบทอพยพสู่เมืองเพิ่มขึ้น

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6

(พ.ศ.2530-2534)

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ได้คำนึงถึงความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของโลกเป็นหลัก และมีจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคตควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและ สังคมที่สะสมมาในอดีต โดยมุ่งการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และพลังงาน โดยอาศัยการพัฒนาด้านสังคมก็มุ่งจะพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการพัฒนาบริการขั้นพื้นฐานทางสังคม ตลอดจนการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม

ในแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ ได้มีการกำหนดเป้าหมายที่สำคัญไว้ 2 ประการ คือ

    1. การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมกำหนดให้รักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมเพิ่มขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 5 โดยเฉลี่ยต่อปีเพื่อรองรับกำลังแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่น้อยกว่า 3.9 ล้านคน ทั้งนี้โดยเน้นลักษณะการขยายตัวที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่เกิดขึ้นในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ได้แก่ การสนับสนุนการสร้างงาน การกระจายรายได้และการรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้มีโอกาสก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องไปอย่างมั่นคง
    2. การพัฒนาคุณภาพของคนเพื่อให้สามารถพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า โดยมุ่งที่จะพัฒนาคุณภาพของคน โดยเน้นให้เกิดความสงบสุข เกิดความเป็นธรรม สอดคล้อง และเอื้อต่อการพัฒนาประเทศ พร้อม ๆ ไปกับการธำรงและส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ค่านิยมอันดี และยกระดับมาตรฐาน คุณภาพชีวิตของคนในชนบทและในเมืองให้ได้ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐานเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคมดังกล่าวข้างต้น จึงได้มีการกำหนดแนวทางสำคัญในอันที่จะนำไปสู่การจัดทำแผนงานและแผนปฏิบัติการไว้รวม 3 แนวทางด้วยกันคือ

แนวทางที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนปรับปรุงการบริหารและการจัดการ โดยยึดหลักการทำงานอย่างเป็นระบบและครบวงจร

แนวทางที่ 2 ปรับปรุงระบบการผลิตการตลาด และยกระดับคุณภาพเพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น

แนวทางที่ 3 มุ่งกระจายรายได้และความเจริญไปสู่ภูมิภาคและชนบทให้มากขึ้น โดยยึดกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก

การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ตลอดระยะที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางและมาตรการที่ได้กำหนดไว้ และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศได้มีการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีการกระจายตัวไปสู่สินค้าประเภทใหม่ ๆ หลายชนิดมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีการขยายบริการทางด้านสาธารณูปโภค เช่น ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น เพิ่มขึ้น ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทก็ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม และภาระหนี้สินของประเทศลดลงอย่างมาก แต่ก็ยังมีปัญหาด้านการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่

อย่างไรก็ตาม การที่ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าที่คาดหมายไว้มาก และปริมาณการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศเองได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ทำให้บริการขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน เป็นต้น ไม่เพียงพอกับความต้องการ ในขณะเดียวกันก็ได้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีแนวโน้มว่าปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ส่งผลให้มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้เป็นจำนวนมาก โดยขาดการควบคุมที่ดีพอ มีผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผลของการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ทำให้เกิดมลพิษตามมาด้วย

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและแห่งชาติฉบับที่ 7 และทิศทางการพัฒนา

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (1 ตุลาคม พ.ศ.2535-30 กันยายน พ.ศ.2539) ได้คำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากระยะเริ่มต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 รวมทั้งผลของการพัฒนาที่ค่อนข้างประสบผลสำเร็จในปัจจุบัน กล่าวคือ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 ประเมินผลการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ว่า

    1. เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในระดับสูงและเปิดกว้างสู่เศรษฐกิจโลกมากขึ้น
    2. ฐานะด้านการเงินการคลังของประเทศมีเสถียรภาพ รายได้ตลอดจนการจ้างงานของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น
    3. ความไม่สมดุลในด้านต่าง ๆ ยังมีอยู่ระหว่างประชาชนในหลายด้าน ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของกลุ่มครัวเรือนระดับต่าง ๆ ชนบทกับเมืองมีมากขึ้น การขาดแคลนบริการขั้นพื้นฐานมีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาช่องว่างระหว่างการออมของประชาชนภายในประเทศ ปัญหาการลงทุนขยายกว้างมากขึ้นและปัญหาการปรับตัวทางสังคมจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม เช่น วิถีชีวิตสภาพจิตใจและอาชญากรรมมีมากขึ้นความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความไม่สมดุล อย่างมากขึ้นรวมทั้งระบบราชการปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

ด้วยเหตุนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 จึงมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ของแผนให้สร้างความสมดุลทางการพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืน (sustainable) มากขึ้น วัตถุประสงค์หลักได้ระบุไว้ 3 ประการดังนี้

    1. รักษาการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและต่อเนื่อง อย่างมีเสถียรภาพ
    2. เน้นการกระจายรายได้และกระจายการพัฒนาสู่ภูมิภาคและชนบท
    3. เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับแนวทางการพัฒนาหลักของประเทศในช่วงระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 นั้น ได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้

แนวทางที่ 1 การรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับเหมาะสมอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ประกอบด้วย

    1. การดำเนินนโยบายการเงิน การคลังและการพัฒนาตลาดทุนในลักษณะผ่อนคลายข้อจำกัดและปรับโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เร่งระดมเงินออมและเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุน
    2. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรและปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น
    3. ด้านอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุน เน้นสร้างโอกาสแข่งขันและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ และผ่อนคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ภาคเอกชนเป็นแกนนำในการพัฒนา ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนและกำกับดูแลเท่านั้น
    4. สนับสนุนให้มีการพัฒนาและนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้
    5. จัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการในสาขาต่าง ๆ
    6. เร่งรัดการลงทุนด้วยบริการพื้นฐานให้มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอ
    7. พัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้เชื่อมโยงเข้ากับพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อให้เป็นฐานเศรษฐกิจหลัก ของส่วนภูมิภาคที่แข่งขันกับนานาชาติได้

แนวทางที่ 2 แนวทางการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคและชนบทประกอบด้วย

    1. การดำเนินนโยบายการเงิน การคลัง และการพัฒนาตลาดทุน ให้มีการกระจายอำนาจการคลังและงบประมาณไปสู่จังหวัดและท้องถิ่น และให้มีการนำภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินมาใช้ ตลอดจนให้มีการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์สู่ต่างจังหวัดและกระจายหุ้นสู่พนักงานมากขึ้น
    2. กระจายการถือครองทรัพย์สินให้เกษตรกร โดยเน้นการปฏิรูปที่ดิน การเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การจัดสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและการเร่งรัดออกพระราชบัญญัติชุมชนแออัด
    3. ปรับโครงสร้างการผลิตด้านเกษตรกรรมและให้อุตสาหกรรมและบริการกระจายสู่ส่วนภูมิภาค ด้วยการยกระดับรายได้ของเกษตรกรสนับสนุนให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการผลิตและราคา รักษาเสถียรการผลิตสินค้าด้านการเกษตรและกระจายอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค
    4. พัฒนาเมืองศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคให้เป็นฐานเศรษฐกิจและฐานการจ้างงานในแต่ละภาค
    5. พัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท โดยมุ่งกระจายอำนาจการบริหารงานเพื่อพัฒนาไปสู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น
    6. พัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจนในเมือง โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาสที่ช่วยตนเองไม่ได้ กลุ่มแรงงานรับจ้างที่มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวขนาดเล็กในชุมชนแออัด

แนวทางที่ 3 แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณภาพของชีวิตและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย

    1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษาด้านสาธารณสุขให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นการกระจายโอกาสและปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการลงทุนของเอกชนพัฒนาและขยายสาธารณสุขมูลฐานเข้ามาในเขตเมืองมากขึ้น ลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมืองรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัญหาโรคเอดส์ เป็นต้น
    2. การพัฒนาจิตใจ วัฒนธรรม และสังคมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ เช่น จัดให้มีกลไกของรัฐเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของชุมชนระดับต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัวให้บิดามารดามีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หรือมีการให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ของครอบครัว จัดระบบการให้สวัสดิการสังคมแก่ผู้ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ตลอดจนการรวมกำลังของชุมชน องค์กรภาคเอกชนรวมทั้งสถาบันศาสนากับภาครัฐในการป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม
    3. พัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปรับปรุงกลไกการพัฒนาและบริหารจัดการมลพิษทางน้ำ ทางอากาศ กากของเสียและสารอันตรายให้มีประสิทธิภาพ เช่น นำหลักการที่ว่าผู้สร้างปัญหามลพิษจะต้องรับภาระในการบำบัดและกำจัดมลพิษที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นมาใช้ปรับปรุงองค์กร บทบาทและกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมระดมการลงทุนในการลดและควบคุมมลพิษ เป็นต้น
    4. ปรับปรุงระบบบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐ ควบคุมดูแลให้สามารถปฏิบัติตามแผน ลดความขัดข้องในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต ด้วยการกำหนดแผนการใช้ที่ดินตั้งแต่แรก จึงตั้งระบบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ ออกพระราชบัญญัติป่าชุมชนเพื่อให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ป่า เป็นต้น

แนวทางที่ 4 แนวทางการพัฒนากฎหมายรัฐวิสาหกิจและระบบราชการประกอบด้วย

    1. ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา ด้วยการจัดตั้งองค์กรที่เป็นกลางหรือปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการบริการ
    2. พัฒนาประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจให้มีความคล่องตัวและมีลักษณะเชิงธุรกิจมากขึ้น

พัฒนาระบบราชการด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรและระบบการบริหารราชการ ตลอดจนกำลังคนให้มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพข้าราชการ และปรับบัญชีโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน