เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคม เนื่องจากคนในสังคมต่างมีความต้องการในลักษณะต่าง ๆ อันไม่จำกัด ทำให้มนุษย์มีความจำเป็นต้องผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่จำกัดนั้น แต่โดยเหตุที่ทรัพยากรที่นำมาผลิตสินค้าและบริการนั้นมีอย่างจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการนั้นมีอย่างจำกัด ไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ วิธีการทางเศรษฐศาสตร์จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้เกิดการผลิตสินค้า และบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนในสังคม ดังนั้นการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์จึงยังประโยชน์ให้แก่ผู้ศึกษาก็คือ

1. ในฐานะผู้บริโภค โดยปกติผู้บริโภคมีความต้องการจะได้รับความพอใจสูงสุดจากการบริโภคสินค้า
และบริการความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ จะช่วยเป็นแนวทางให้ผู้บริโภครู้จักแสวงหารายได้รู้จัก
ใช้จ่ายเงินให้คุ้มค่ารู้จักวิธีออมและวิธีลงทุนที่จะทำให้เกิด ประโยชน์สูงสุด


2. ในฐานะผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

คือ เจ้าของทรัพยากร เจ้าของทุน เจ้าของแรงงาน และผู้ประกอบการ สามารถใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์
เพื่อให้ปัจจัยการผลิตที่ตนมีอยู่นั้น ให้ผลตอบแทนแก่ตนเองมากที่สุด ช่วยผู้ประกอบการตัดสินใจ
ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด


3. ในฐานะพลเมืองของชาติ
วิชาเศรษฐศาสตร์ช่วยให้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีหลักเกณฑ์
เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง เข้าใจบทบาทและการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล


            


การผลิตและการบริโภคเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทุกคนในสังคม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการผลิตคือ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ ส่วนปริมาณการผลิตจะมากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับกลไกของราคา กล่าวคือ ถ้าสินค้านั้นมีราคาสูง คนก็ต้องการผลิตมาก แต่ถ้ามีราคาต่ำคนก็จะผลิตน้อยหรือไม่ผลิตเลย กลไกราคาที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำหนด ปริมาณการผลิตนั้นคืออุปสงค์และอุปทาน

การบริโภคคือการใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการบริโภคคือ
รายได้ ความรู้สึกว่ามีประโยชน์ และความรู้สึกด้านจิตใจ

การกำหนดปริมารการผลิต และการบริโภคของสังคม มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือการที่ผู้มีอำนาจในสังคมเป็นผู้กำหนดและการใช้กลไกราคาเป็นเครื่องกำหนด ประเทศไทยมีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบผสม ทั้งวิธีกลไกราคาเป็นเครื่องกำหนด และรัฐบาลเป็นผู้กำหนดในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก