ภาวะประชากรของประเทศไทย

 

ความหมายของประชากร
          พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของประชากรไว้ว่า “หมู่พลเมือง หมู่สัตว์” เช่น ประชากรช้าง 
ก็หมายถึง ช้างทุก ๆ ตัว ความหมายโดยทั่วไปที่เข้าใจกันหมายถึงประชาชน พลเมือง หรือราษฎรของแต่ละหน่วยที่เรากำหนด 
เช่น ประชากรโลก ก็หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก ประชากรไทย หมายถึง พลเมืองไทยทุก ๆ คน ส่วนคำว่า
 ”ภาวะประชากร” นั้นหมายถึง ภาวะที่เกี่ยวกับการเกิด การตาย การย้ายถิ่นความหนาแน่น การกระจายตัว ขนาดของประชากร
และอื่น ๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากประชากร
โครงสร้างของประชากร
        โครงสร้างของประชากร หมายถึง ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นจากลักษณะต่าง ๆ ของประชากร เช่น อายุ เพศ การศึกษา
 เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพและอื่น ๆ โครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของประชากรที่น่าสนใจคือ
          1. โครงสร้างของประชากรตามกลุ่มอายุ อายุจะบอกให้ทราบว่า ประชากรของประเทศอยู่ในวัยใด จำนวนมากน้อย
เพียงใด ในประเทศที่กำลังพัฒนามักจะมีประชากรช่วงอายุ 0-14 ปีมาก การทราบกลุ่มอายุและจำนวนประชากรตามกลุ่มอายุต่าง ๆ 
จะช่วยให้สามารถพยากรณ์ หรือคาดคะเนสภาพสังคม เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีจำนวนประชากร กลุ่มอายุในวัยเด็ก
มากกว่าวัยทำงาน ซึ่งวัยเด็กนี้เป็นวัยที่เป็นภาระของครอบครัว ก็สามารถคาดคะเนสภาพเศรษฐกิจของครองครัวและของประเทศได้  
ผลจากการทราบจำนวนประชากรตามกลุ่มอายุและการคาดคะเนจำนวนประชากรตามกลุ่มอายุในอนาคต จะช่วยให้รัฐสามารถ
วางแผนพัฒนาเตรียมการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
          2. โครงสร้างของประชากรตามกลุ่มอาชีพ การรู้โครงสร้างของประชากรตามกลุ่มอาชีพ จะช่วยในการวางแผนพัฒนา
และส่งเสริมอาชีพได้ถูกทาง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาประเทศ 
          3. โครงสร้างของประชากรตามกลุ่มศาสนา เนื่องจากศาสนาเป็นสิ่งยึดมั่นของประชากร เป็นบ่อเกิดขนบธรรมเนียม
 ประเพณี และวัฒนธรรมสำคัญ ๆ เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนในสังคม ศาสนาจึงเป็นโครงสร้างที่สำคัญของประชากรที่
ช่วยให้รัฐสามารถวางนโยบายอย่างรอบคอบในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาต่าง ๆ
ภาวะประชากรในอดีต-ปัจจุบัน และแนวโน้มภาวะประชากรไทย
            การเกิด การตาย การย้ายถิ่นของประชากรในแต่ละแห่ง แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น
          1. การเกิด จะมากหรือน้อยขึ้นกับจำนวนประชากรในวัยเจริญพันธุ์ ประเพณีความเจริญทางการแพทย์ การศึกษา และอื่น ๆ
          2. การตาย เกิดจากปัจจัยสำคัญ เช่น ทางสังคมเกี่ยวกับความเชื่อ การรักษาพยาบาลคนป่วยที่ขัดกับหลักการแพทย์ 
ภาวะทุพโภชนาการ การบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขไม่ทั่วถึง เป็นต้น
          3. การย้ายถิ่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่น เช่น สภาพทางภูมิศาสตร์ การศึกษา การขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม 
การค้นพบทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ๆ 
             สำหรับประเทศไทยนั้น จากรายงานของกองการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานจำนวน
ประชากรและอัตราการเกิด การตายไว้ แสดงให้เห็นว่าจากปี 2526-2533 อัตราการเกิดและการตายลดลงตามลำดับ ส่วนการ
ย้ายถิ่นนั้น ประชากรไทยย้ายถิ่นเข้าไปอยู่อาศัยหางานทำ เพื่อการศึกษาและอื่น ๆ จากชนบทไปอยู่ในเมืองเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี 
สำหรับแนวโน้มของประชากรไทยในอนาคตนั้น จำนวนประชากรไทยอัตราการเกิดและการตายลดลง 
การกระจายของประชากร
             การกระจายของประชากรหมายถึง การที่ประชากรรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มตามท้องถิ่นหรือภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ
หรือของโลกจากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2532 ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 55,888,393 คน ประชากรเหล่านี้
กระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ 
ความหนาแน่นของประชากร
             ความหนาแน่นของประชากรหมายถึง การที่ประชากรรวมกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่น หรือเบาบางในถิ่นใดถิ่นหนึ่ง เช่น 
การรวมกันอยู่ในเขตเมือง
             ประเทศไทยประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในภาคกลางคือ 467.9 คนต่อตารางกิโลเมตร รองลงมาคือ 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 117.4 คนต่อตารางกิโลเมตร จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร 3,543.9 คน
ต่อตารางกิโลเมตร และจังหวัดที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุดคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 13.6 คนต่อตารางกิโลเมตร
ผลกระทบจากการกระจายของประชากร
             การประชากรรวมกลุ่มอาศัยอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศมากบ้างน้อยบ้างตามแต่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ
และอื่น ๆ นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้านที่สำคัญ คือ
             1. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การที่ประชากรย้ายถิ่นจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง เพื่อหางานทำหรือหาเงินมาเลี้ยง
ครอบครัวนั้นมีผลทั้งด้านบวกและลบ ในทางบวกบางครอบครัวสภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้น ในทางลบนั้นทำให้ครอบครัวขาดแรงงาน
ทำให้ที่ทำกินรกร้างว่างเปล่า และเมื่อไปอยู่รวมกันมาก ๆ ในเขตเมือง ทำให้ถูกกดค่าแรงงานและเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
             2. ผลกระทบทางด้านสังคม ประชากรที่ย้ายถิ่นไปอยู่รวมกันในเขตเมืองอย่างแออัดยัดเยียด เช่น ในกรุงเทพมหานคร
ก่อให้เกิดชุมชนแออัด เกิดปัญหาทางด้านสังคมตามมา ทำให้สังคมขาดความมั่นคงปลอดภัย รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปราบปราม
และพัฒนา
             3. ผลกระทบทางด้านการศึกษา การกระจายของประชากรอย่างไม่ได้สัดส่วน และไม่มีระเบียบนั้น ทำให้รัฐไม่สามารถ
บริการทางการศึกษาภาคบังคับได้ทั่วถึง เช่น ในเขตที่มีประชาชนหนาแน่นทำให้ชั้นเรียนมีนักเรียนมากเกินไป การเรียนการสอน
ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ส่วนในเขตที่ประชากรอาศัยอยู่เบาบาง บางแห่งไม่สามารถตั้งโรงเรียนได้ ประชากรขาดการศึกษา 
เกิดผลเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศด้วย
ปัจจัยที่มีส่วนกำหนดภาวะประชากรของไทย
             ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนกำหนดภาวะดังกล่าวมีหลายอย่างที่สำคัญคือ
            1. ความเชื่อและค่านิยม เป็นปัจจัยกำหนดการเกิด การตาย และการย้ายถิ่นได้มากที่สุด กล่าวคือ ถ้ามีค่านิยมสมัยใหม่
ในเรื่องการมีบุตร เช่น ยอมรับว่า “ลูกมากจะยากจน” ยอมรับการคุมกำเนิด อัตราการเกิดของคนไทยก็จะลดลง ถ้ามีความเชื่อและ
ค่านิยมแบบโบราณที่ว่า มีลูกมาก ๆ จะได้สบายตอนแก่ จะได้พึ่งพาอาศัย จะได้ใช้แรงงานช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่งงานแต่อายุยังน้อย
จะได้มีลูกโตทันใช้ จำนวนประชากรก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว บางท้องถิ่นมีความเชื่อในเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งเด็กและ
ผู้ใหญ่ทางไสยศาสตร์ ผู้ป่วยต้องงดอาหารแสลงทั้ง ๆ ที่เป็นอาหารที่มีคุณค่าในการบำรุงร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เพราะ
ความเชื่อนี้หรือปัจจุบันมีค่านิยมในการส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในเมืองใหญ่ ๆ เข้าเรียนในโรงเรียนดี ความเชื่อและค่านิยม
ดังกล่าวนี้ และอื่น ๆ อีกมาก ล้วนเป็นปัจจัยกำหนดภาวะประชากรของไทยทั้งสิ้น
            2. ประเพณีและวัฒนธรรม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กำหนดนภาวะประชากร เพราะประเพณีและวัฒนธรรมมีอิทธิพลสูงในทาง
ปฏิบัติ วัฒนธรรมด้านการครองเรือนเป็นผลให้เกิดครอบครัวขนาดใหญ่แบบรวมญาติ โดยเฉพาะในชนบทซึ่งต้องใช้แรงงานใน
การทำการเกษตร การพึ่งพาอาศัยกัน ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มกัน ประเพณีชายไทยต้องบวชเรียนก่อนแต่งงาน การแต่งงานต้อง
มีสินสอดทองหมั้น หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามมีภรรยาได้ 4 คน (ถ้าต้องการ) เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยกำหนดภาวะประชากรทั้งสิ้น
            3. เศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญมากในปัจจุบัน เศรษฐกิจของครอบครัวเป็นปัจจัยต่อการสมรส การเกิด การตาย และ
การย้ายถิ่น ซึ่งส่งผลต่อการกระจายและความหนาแน่นของประชากร 
            4. นโยบายทางการเมืองและการปกครอง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เพราะรัฐได้เล็งเห็นแล้วว่าภาวะประชากรไทย
ในอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงได้กำหนดนโยบายสำคัญ ๆ เกี่ยวกับประชากรไว้มากมาย เช่น กำหนดอัตราการเกิดเพื่อไม่ให้มีพลเมือง
มากเกินไป ขยายและปรับปรุงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี ย้ายหรือให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
นอกเขตเมืองและไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อกระจายประชากร เร่งรัดพัฒนาชนบทโดยใช้แรงงานของคนในท้องถิ่น พัฒนาและส่งเสริม
การเกษตรให้ดีขึ้น จัดการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึง กระจายการศึกษาทุกระดับสู่ภูมิภาค เพื่อป้องกันการย้ายถิ่น นอกจากนี้ยังมี
นโยบายอื่น ๆ อีกซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดภาวะประชากรของไทย
ภาวะประชากรที่มีผลต่อการพัฒนา
             สังคมที่ประชากรอาศัยอยู่นี้จะสงบสุขน่าอยู่และพัฒนาก้าวหน้าไปในทางที่เหมาะสมมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพ
ของประชากรเป็นสำคัญ ภาวะประชากรจึงมีผลต่อการพัฒนาสังคมทุก ๆ ด้าน ที่สำคัญ คือ
            1. ด้านการศึกษา การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประชากรมีคุณภาพในขณะเดียวกัน ภาวะการเกิด การตาย การย้ายถิ่น 
และอื่น ๆ ก็มีผลต่อการพัฒนาการศึกษาเช่นกัน เมื่อมีประชากรเกิดมาก ๆ หรือย้ายถิ่นไปรวมในแหล่งเดียวกันมาก ๆ ผลที่ตามมา
ก็คือไม่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึง ประชากรส่วนหนึ่งอาจไม่ได้รับการศึกษาเพราะต้องใช้แรงงานในการทำมาหากิน  ในขณะ
เดียวกันชุมชนที่มีประชากรย้ายถิ่นออกไปมาก ๆประชากรในวัยศึกษาเหลือน้อย  ก็เป็นเหตุให้พัฒนาด้านการศึกษาได้ยากเช่น
เดียวกัน  การจัดหลักสูตรการศึกษา การให้บริการทางการศึกษา  การบริหารหารศึกษา  การจัดงบประมาณเพื่อการศึกษาของรัฐ
จะกระทำได้ยากทั้งสองกรณี
            2. ด้านสาธารณสุข  การสาธารณสุขช่วยให้ประชากรอยู่ดีกินดี  ปัจจุบันการสาธารณสุขพัฒนาก้าวหน้าไปมาก  อย่างไร
ก็ตาม  ภาวะประชากรก็มีผลทำให้การพัฒนาสาธารณสุขได้ไม่ดีเท่าที่ควร  จะเห็นได้จากการที่ประชากรกระจายอยู่ตามท้องถิ่น 
และภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในดินแดงที่ห่างไกลเขตเมืองทำให้การรับบริการด้านสาธารณสุขได้น้อย  หรือในกรณีที่ประชากร
ย้ายถิ่นมารวมกันอยู่มาก ๆ ทำให้เกิดชุมชนแออัด ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาด้านสาธารณสุขเช่นกัน  แม้รัฐจะพยายาม
ทุกวิถีทางที่จะให้ประชากรมีสุขภาพอนามัยดี  แต่ก็ทำไม่ได้เท่าที่ควรทั้งนี้เนื่องจากภาวะประชากรนั่นเอง
            3. ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาวะประชากร  ประเทศที่มีประชากรอยู่ในวัยแรงงานมาก ถ้ามี
ทรัพยากรธรรมชาติมาก มีประชากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการที่ดี  มีตลาดทั้งในและนอกประเทศมาก  การพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจก็กระทำได้โดยง่าย  ในทางตรงกันข้ามแม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่ขาดประชากรวัยแรงงาน ขาดประชากร
ที่มีความรู้ความสามารถ  การพัฒนาเศรษฐกิจก็จะไม่ได้ผล  การย้ายถิ่นก็มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในครอบครัวและประเทศ 
 เช่น  การย้ายถิ่นเข้าสู่เขตเมืองมาก ๆ ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งงาน ว่างงาน ถูกกดค่าแรงงาน  การมีบุตรมากทำให้ครอบครัว
ยากจน ประเทศที่มีประชากรในวัยภาระมาก ยากที่จะทำการพัฒนาเศรษฐกิจได้ดี จะเห็นได้ว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลัง
พัฒนาล้วนมีอัตราส่วนของประชากรวัยภาระมากกว่าวัยอื่น ๆ ในอัตราส่วนที่สูงทั้งสิ้น
การพัฒนาคุณภาพประชากร
	     ประชากรเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชุมชนหรือของประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาประชากรให้มี
คุณภาพ ประเทศใดก็ตามที่ประชากรมีคุณภาพจะสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ทุก ๆ ด้าน  สามารถต่อสู้ปัญหา
และศัตรูได้ในทุกโอกาสและทุกวิถีทาง  ประชาชนอยู่ดีกินก็มีสุขโดยถ้วนหน้า สำหรับประเทศไทย  รัฐได้ตั้งเป้าหมายในการ
พัฒนาคุณภาพประชากรไว้คือ
            1. มุ่งพัฒนาคุณภาพในการดำรงชีวิต  ให้ประชากรคิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  มีระเบียบวินัยและมีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและสังคม มีความสามารถในการทำงานเป็นหมู่คณะ  มีความสามารถในการประกอบอาชีพ  เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
และประเทศชาติ
             2. มุ่งพัฒนาคุณภาพทางร่างกาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีสุขภาพและพลานามัยสมบูรณ์  สามารถปฏิบัติตนในด้าน
สุขอนามัยและโภชนาการได้ถูกต้อง
             3. มุ่งพัฒนาคุณภาพทางจิตใจ เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนา  
มีสุขภาพจิตที่ดี
วิธีการพัฒนาคุณภาพประชากร
             การพัฒนาคุณภาพประชากรนั้นทำได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มจำนวนประชากร สภาพแวดล้อมและอื่น ๆ แนวทางใน
การพัฒนาที่สำคัญ คือ
             1. ให้การศึกษา เป็นการพัฒนาคุณภาพเบื้องต้นเพราะถ้าประชากรมีการศึกษามีความรู้จะสามารถประพฤติปฏิบัติตน
ได้ถูกต้อง สามารถทำงานเลี้ยงชีพของตนได้ การให้การศึกษาที่ตรงกับความสามารถของประชากรจะช่วยให้ประชากรมีคุณภาพ
มากขึ้น การให้การศึกษานี้ทำได้ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ
             2. ให้บริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง จะช่วยพัฒนาคุณภาพประชากรทางด้านร่างกายและสุขาภิบาลได้มาก 
             3. ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาอาชีพ โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับอาชีพนั้น ๆ ให้เงินทุน ลดภาษี 
หาตลาดส่งออก ส่งไปดูงาน ออกกฎหมายคุ้มครอง สร้างตลาดแรงงาน ก็จะเป็นวิธีพัฒนาคุณภาพทางหนึ่ง
             4. ส่งเสริมและพัฒนาด้านคุณธรรมโดยการอบรมส่งเสริมให้ประชากรมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีคุณธรรมในทุก ๆ ด้าน 
ประชากรที่มีการศึกษาดี  ร่างกายแข็งแรงมีอาชีพ แต่ถ้าขาดคุณธรรมแล้วจะนับว่าเป็นประชากรที่มีคุณภาพไม่ได้