แหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ไทย

1. ความหมายของ วัฒนธรรม อารยธรรม และแหล่งอารยธรรม
               1.1 วัฒนธรรม( Culture ) หมายถึงการปลูกฝังสิ่งต่าง ๆ ลงในสังคมมนุษย์ และสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ปลูกฝังนั้นจากสังคม
ยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งต่อ ๆ ไป ทั้งทางวัตถุและปัญญา
               1.2 อารยธรรม หมายถึง ความเจริญทางวัฒนธรรม ทั้งทางวัตถุ จิตใจหรือปัญญา ชึ่งหมายถึงความรู้ในวิชาการ ขนบธรรม
เนียมประเพณี ศาสนา ภาษา วรรณคดี และศิลปะทุกชนิด
               1.3 แหล่งอารยธรรม  หมายถึง  ร่องรอย หรือซากวัฒนธรรมที่สังคมหนึ่งได้สร้างขึ้น  และทิ้งร่องรอยทางโบราณคดีไว้เป็น
หลักฐาน  
2. การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมของมนุษย์
               การศึกษาร่องรอยของวัฒนธรรมตามหลักฐานโบราณคดีแบ่งออกเป็นสองสมัย คือ
              2.1สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาก่อนที่จะมีตัวอักษรจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร 
              2.2 สมัยประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาร่องรอยของวัฒนธรรม นับตั้งแต่ตอนต้นคริสต์ศตวรรษเป็นต้นมา
3. ยุคของอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์
              อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็นยุคดังนี้
           3.1ยุคหินเก่า
                3.1.1ยุคหินเก่าตอนต้น มนุษย์มีความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเพิงใกล้แหล่งน้ำ และแหล่งที่ทำ
มาหากิน ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย ๆ ตามแหล่งที่ความเจริญทางเทคนิควิทยาต่ำ เครื่องมือเครื่องใช้หยาบ โบราณวัตถุที่พบเป็นขวานหิน
แบบกำปั้น อายุรุ่นราวคราวเดียวกับมนุษย์ปักกิ่งที่ขุดพบที่เมืองปักกิ่งในประเทศจีน อายุอยู่ในราว 500,000 ถึง 30,000 ปี
                3.1.2 ยุคหินเก่าตอนกลาง โบราณวัตถุที่พบเป็นเครื่องมือค่อนข้างกลมปลายค่อนข้างแหลม เคยมีผู้เอาขวานหินนี้ไป
ตัดต้นสนได้ใน 10 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือขุด หัวธนูและหัวหอก ฯลฯ ยุคนี้วัฒนธรรมแยกออกเป็น 3 ประเภท (ก) แบบคละรุ่นแรก มีอายุประมาณ 75,000 ปีมาแล้ว (ข) แบบแท้รุ่นกลาง มีอายุประมาณ 50,000 ปีมาแล้ว (ค) แบบแท้รุ่นสุดท้าย มีอายุประมาณ 50,000 – 18,500 ปี 3.1.3
ยุคหินเก่าตอนปลาย ยุคนี้ทำเครื่องมือได้ครบมากขึ้น นอกจากใช้หินยังใช้กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ และงาช้าง และ ทำเข็มเย็บหนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่มอีกด้วย มีการทำฉมวกและก่อเตาโดยใช้หินสามก้อน เครื่องมือยุคหินเก่านี้ เราพบในที่ต่าง ๆ กัน เช่น ในอำเภอเชียงแสน ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่ทา จังหวัด ลำปาง บ้านด่านขุนพล อำเภอสอง และอำเภอร้องกวาง และพบเครื่องมือ ขุด ตัด ค้อน และสะเก็ดหินที่ริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัด กาญจนบุรีอีกมากมาย สรุปได้ว่า สมัยหินเก่าของไทยอยู่ในช่วง 500,000 ถึง 20,000 ปี ใน พ.ศ. 2506 – 2507 คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยไทเปและมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาศิลปวัฒนธรรม หินเก่าของไทยยืนยันว่าศิลปวัฒนธรรมหินเก่าของไทยมีอายุประมาณ 500,000 ปี ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมโซน (Soan) ของอินเดีย วัฒนธรรมอายันเทียนของพม่า (Ayanthian) วัฒนธรรมทัมปาเนียนของมาเลเซีย (Tampanian) วัฒนธรรมจิตาเนียนของชวา (Pat jitanian) และวัฒนธรรมจูกูเทียนเนียนของจีน (Choukou Thienien) ส่วนวัฒนธรรมไทยนั้นนักโบราณคดีตะวันตก ปัจจุบัน เรียกว่า วัฒนธรรม ฟิงโนเอียน (Fingnoian)
             3.2 ยุคหินกลาง
                มีสภาพความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับมนุษย์หินเก่าแต่รู้จักปรับปรุงในด้านความเป็นอยู่ให้มีสภาพดีขึ้น รู้จักทำเครื่องปั้นดินเผา
ใช้ รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ทำหินกะเทาะให้แหลมคมเป็นแผ่นบางประณีตเรียบร้อยกว่ายุคหินเก่า
             3.3 ยุคหินใหม่
                ทำเครื่องมือประณีตละเอียดมากขึ้น คิดปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าของเดิม อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่และสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย
มีการทอผ้าและรู้จักทำเข็มใช้เย็บหนังสัตว์เป็นเสื้อผ้า มีการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกแทนที่การร่อนเร่เหมือนยุคหินเก่า วัฒนธรรมทาง
ด้านศิลปกรรมมีหลายแบบ เครื่องปั้นดินเผามีทั้งเครื่องใช้ เครื่องประดับกาย  รูปคน ศิลปกรรมทำจากกระดูกสัตว์ งาช้าง และรู้จักสลัก
เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ทำกำไล ลูกปัด (หาหินแก้วจากธรรมชาติมาทำลูกปัด)
               ยุคหินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มพัฒนาอารยธรรมของตนมาเป็นอารยธรรมปัจจุบัน ซึ่งเป็นตอนที่มนุษย์เริ่มอยู่อาศัย
เป็นที่ และ
                (1) รู้จักทำเครื่องนุ่งห่มผ้าจากใยพืช
                (2) รู้จักทำภาชนะดินเผา
                (3) รู้จักประดิษฐ์หินขัดงดงาม
                (4) รู้จักสร้างที่อยู่อาศัยมั่นคง
                (5) รู้จักปรับปรุงอาชีพจากเดิมมาเป็นกสิกร
                (6) รู้จักใช้ไฟมาปรุงอาหาร
               มีร่องรอยแห่งยุคหินใหม่อยู่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย แหล่งโบราณคดีของหินใหม่ก็ได้ทำการขุดค้นและวิเคราะห์แล้ว 
เช่น ที่บ้านนาดี อำเภอคูเวียง จังหวัดขอนแก่น พบทั้งโครงกระดูก เครื่องปั้นดินเผา ลูกปัดทำด้วยกระดูกสัตว์ ที่หนองแซ ตำบลหินกอง
อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ก็พบจักรหิน และหลุมฝังเสาบ้านที่บ้านโคกเจริญ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และที่ตำบลบ้านเก่า 
อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีโบราณวัตถุมากที่สุดแห่งหนึ่ง

             3.4 ยุคโลหะ
                     เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักเอาโลหะมาประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ ทั้งในรูปโลหะชนิดเดียวและในรูปโลหะหลาย
ชนิดประสมกัน แบ่งออกเป็น 2 สมัย คือ สมัยสำริด และสมัยเหล็กวัฒนธรรม สมัยสำริดนี้มนุษย์ทำได้ก่อน เนื่องจากส่วนผสมระหว่าง
ทองแดง ดีบุกหรือตะกั่ว เป็นโลหะที่หลอมได้ง่ายไม่ต้องใช้ไฟที่มีความร้อนสูง มนุษย์นำสำริดมาใช้ต่อจากหิน ทางโบราณคดีเรียก
วัฒนธรรมสมัยนี้ว่าวัฒนาธรรมดองซอน เพราะพบโบราณวัตถุชนิดนี้ที่เมืองดองซอนในประเทศเวียดนามก่อน โบราณวัตถุที่พบสำคัญ
ที่สุด คือกลองสำริด อาวุธบางอย่างและเครื่องปั้นดินเผาที่มีลายเป็นรูปสาน กลองสำริดนี้พบในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงอีกด้วย
                วัฒนธรรมสมัยเหล็กปรากฏว่าพบก้อนหินที่ถูกสกัดมาเป็นแผ่นหรือไหหิน เช่น ที่ทุ่งไหหินในลาว มีไหขนาดใหญ่ทำด้วยหิน
ฝังไว้เต็มไปหมด
4.แหล่งอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของไทย
             1. บ้านเก่า  ตำบลจระเข้เผือก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใช้ภาชนะดินเผา
และเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็ก สันนิษฐานว่าเป็นชนที่อพยพมาจากดินแดนอื่นโดยตามเส้นทางน้ำ พบเครื่องปั้นดินเผาหลายแบบ รูปร่าง
คล้ายคลึงกับที่พบในวัฒนธรรมยางเชา และวัฒนธรรมลุงชานของจีน
                2.บ้านโนนนกทา และบ้านนาดี อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น พบหลักฐานทางโบราณคดีมาก เช่น แม่พิมพ์ขวานสำริด
และร่องรอยในการหล่อสำริด แสดงว่ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในภาคนี้ของไทยรู้จักการทำสำริดซึ่งเป็นระยะเวลานานกว่า 6,000 ปี
มาแล้ว มีความเก่าแก่กว่าการทำสำริดในอินเดีย จีน และภาคตะวันออกกลาง แสดงว่าประชาชนแถบนี้มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองแน่นอน
               3.ถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบเศษเครื่องปั้นดินเผาร่องรอยของยุคหินกลาง และที่สำคัญคือพบเมล็ดพืชหลายชนิดในหลุม
โดยเฉพาะเมล็ดข้าว แสดงว่าไทยรู้จักปลูกข้าวขึ้นเองได้เก่าแก่ที่สุดในโลกคือประมาณ 10,000 – 9,000 ปีมาแล้ว
                 4.บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งสำริดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุเก่าแก่กว่าแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าที่กาญจนบุรี 
พบปลายหอกสำริด และพบเศษภาชนะดินเผาอีกเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่ามีอายุ 6,000 ปี บ้าง 7,000 ปีบ้าง และบางชิ้นถึง
9,000 ปี วัฒนธรรมบ้านเชียงสืบทอดต่อจากยุคหินกลางมาจนถึงยุคเหล็กและยังได้พบสิ่งที่ทำด้วยแก้ว เช่น ลูกปัด อีกด้วย
                 5.บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าบ้านเชียง พบหลักฐานเครื่องสำริด
บางชนิดมาก ทำเป็นรูปคล้ายขัน คล้ายกระบอก มีลวดลาย ลูกปัดหินโบราณ ตุ้มหูแก้ว ลูกปัดแก้ว แหวนสำริด ชี้ให้เห็นว่าชุมชนบ้าน
ดอนตาเพชรนี้มีความก้าวหน้าทางเทคนิควิทยาอยู่มากในระดับสูงก่อนประวัติศาสตร์
                6.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบกลองมโหระทึก สำริด ลวดลายเป็นรูปเรือเป็นขบวนอยู่ด้านข้างของกลอง ที่ตำบล
นาชะวัง จังหวัดชุมพรก็พบกลองมโหระทึกอีกสองลูก ได้พบกลองมโหระทึกทั้งหมดแปดลูกตามที่ต่าง ๆ ในภาคใต้ แสดงว่ามีการ
ติดต่อทางทะเลระหว่างคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการพบกลองชนิดนี้ในเวียดนาม
กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตอนใต้ของจีน
               7.แหล่งชุมชนโบราณสทิงพระและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดสงขลา จากการขุดค้นและสำรวจสันนิษฐานได้ว่า ชุมชน
แหล่งนี้ได้พยายามสร้างอารยธรรมโดยอาศัยทะเลเป็นเครื่องเอื้ออำนวย เช่น การเดินเรือ การประมง ปลูกพืช สร้างที่เก็บน้ำ ทำสินค้า
ภาชนะดินเผา เข้าใจว่าจะเป็นศูนย์กลางค้าสำคัญแห่งหนึ่งในแหลมมลายู
                สำหรับเรื่องอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ไทยในชั้นนี้ จะเน้นเฉพาะแหล่งอารยธรรมบ้านเก่าและบ้านเชียง ดังต่อไปนี้
            (1) แหล่งอารยธรรมบ้านเก่า
                การขุดค้นที่ถ้ำเขาทะลุ ถ้ำเม่น และถ้ำเพ็ชร์คูหา ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ปี พ.ศ.2520 ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะ
เช่นเดียวกับเครื่องมือหินกะเทาะที่จังหวัดโฮบินในเวียดนาม ซึ่งเรียกว่าวัฒนธรรมโฮบินเนียน มีอายุตั้งแต่สมัยหินเก่าตอนปลาย สมัยหิน
กลาง คนพวกนี้อยู่มาติดต่อกันเป็นเวลานานในดินแดนแถบถ้ำเขาทะลุ ถ้ำเม่น ถ้ำเพ็ชร์คูหา ฯลฯ ส่วนที่ตามเนินริมแหล่งน้ำมีคน
สมัยหินใหม่อาศัยอยู่ เช่น แหล่งนายลือ แหล่งนายบาง ดังนั้นตำบลบ้านเก่าจึงเป็นแหล่งคนก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
               จากการพบภาชนะดินเผาร่วมกับขวานหินกะเทาะ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่ากลุ่มชนวัฒนธรรมโฮบินเนียนจะต้องได้ติดต่อกับ
กลุ่มชนยุคหินใหม่ที่แหล่งขุดค้นนายบางและนายลือแน่นอน เพราะเศษภาชนะดินเผาที่ค้นพบจากแหล่งขุดค้นถ้ำเขาทะลุมีน้อย กระจัด
กระจายไม่สมบูรณ์
                สรุปได้ว่าจากการขุดค้น ถ้ำเขาทะลุ ถ้ำเม่น ถ้ำเพ็ชร์คูหา ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็น
วัฒนธรรม 3 ชั้น คือ
                 วัฒนธรรมที่ 1 เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชนวัฒนธรรมโฮบินเนียนตอนต้น
                 วัฒนธรรมที่ 2 เป็นวัฒนธรรมโฮบินเนียนตอนปลาย มีการติดต่อกับวัฒนธรรมยุคหินใหม่ที่แหล่งขุดค้นนายบางและนายลือ
                 วัฒนธรรมที่ 3 วัฒนธรรมของกลุ่มชนยุคหินใหม่ นำศพไปฝังบนถ้ำเขาทะลุ และในช่วงของวัฒนธรรมนี้มีการติดต่อกับ
วัฒนธรรมยุคโลหะกับแหล่งขุดค้นอู่ทองและดอนตาเพชร ซึ่งจัดอยู่ในยุคโลหะ
                 ถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของพวกวัฒนธรรมโฮบินเนียนนี้ เป็นถ้ำหินปูน ปากถ้ำหันไปจากทิศตะวันตกหรือทิศใต้เพื่อให้มีแสงสว่าง
ใกล้ลำธาร สิ่งที่พบจะมีเครื่องมือหินหรือเครื่องมือกระดูก รวมกับเปลือกหอย ถ้ามีโครงกระดูกก็เป็นโครงกระดูกของเจ้าของวัฒนธรรมนี้
             (2) แหล่งอารยธรรมบ้านเชียง
                บ้านเชียงเป็นชื่อหมู่บ้าน ในตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ประมาณ 5 ล้านตารางเมตร ล้อมรอบ
ด้วยทุ่งนา และมีบึงน้ำขังตลอดปีอยู่ทางทิศเหนือชื่อ บึงนาคำ
                ชาวบ้านเชียงสืบเชื้อสายมาจากคนเมืองพวน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว อพยพมาอยู่ที่บ้านเชียงประมาณสองร้อยกว่าปี
มาแล้ว
             ความหมายของคำว่าวัฒนธรรมบ้านเชียง
เนื่องจากมีการขุดค้นพบศิลปะวัตถุที่มีลักษณะไม่เหมือนที่ใดที่ขุดค้นพบมาแล้วในโลก พึ่งจะขุดค้นพบที่บ้านเชียงนี้เป็นครั้งแรกจึงเรียกชื่อผลงานโบราณวัตถุลักษณะอย่างนี้ว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ซึ่งเป็นอารยธรรมยุคโลหะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ที่มีความเจริญสูงสุดแห่งหนึ่งในโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์
ผลการขุดค้นที่เนินบ้านเชียง ทำให้ทราบว่า
                1.มนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ ตั้งแต่สมัยหินใหม่ ประมาณกว่า 6,000 ปีมาแล้ว วิวัฒนาการตนเองเรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคหินใหม่ตอนปลาย
(จากการขุดค้นชั้นดินที่ 5)
                2.ในยุคหินใหม่ตอนปลาย มนุษย์มีความเจริญมากขึ้น มาอยู่ร่วมกันมากขึ้น รู้จักใช้สีเขียนประดับภาชนะดินเผา แต่ส่วน
ใหญ่ยังใช้เครื่องมือหิน และลักษณะเครื่องปั้นดินเผายังเป็นแบบเดิม (จากการขุดค้นชั้นดินที่ 4)
                3.พวกที่อาศัยที่นี้มีความเจริญขึ้น บางส่วนแยกไปตั้งหลักแหล่งในบริเวณใกล้เคียง คือ บริเวณบ้านอ้อมแก้ว บ้านดงเย็น
 บ้านทุ่งฝน บ้านยา บ้านธาตุ บ้านหนองสระปน มีอาชีพทำนา พบภาชนะใส่ข้าวมีเมล็ดข้าวตกค้างอยู่ มีหลักฐานว่ามนุษย์ในยุคนี้
เจริญขึ้น รู้จักใช้โลหะทำเครื่องมือ อาวุธและเครื่องประดับ โลหะที่นำมาใช้เป็นโลหะผสมสำริด ลักษณะเครื่องปั้นดินเผาเป็นชนิดก้น
กลม มีลวดลายหลายแบบ รู้จักหล่อโลหะโดยแม่พิมพ์ทำจากหินทรายก่อนประเทศอื่นใดในเอเชีย คือระยะ 5,600 ปีเศษมาแล้ว
 (จากการขุดค้นชั้นดินที่ 3)
                4.พวกนี้อยู่ที่นี่จนถึงยุคโลหะตอนปลาย (จากการขุดค้นชั้นดินที่ 2) รู้จักทำเครื่องมือด้วยเหล็ก มีลูกปัดแก้วสีเขียวสวยงาม
มาก และพบเศษใยไหมอายุประมาณ 4,000 ปี แสดงว่ามีความรู้ในการทอผ้าไหมแล้ว
                5.ยุคโลหะตอนปลาย คนพวกนี้ได้อพยพมาจากบ้านเชียง บ้านเชียงรกร้างมาราว 200 ปี พวกลาวพวนได้อพยพมาจากเมือง
ลาว มาตั้งถิ่นฐานที่นี่เจริญขึ้นเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ในปัจจุบัน