คามรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน

การจำแนกยา
ยาแผนปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีมากมายไม่ต่ำกว่า 20,000 ตำรับ การจำแนกยาเหล่านี้อาจกระทำได้ในหลายลักษณะ เช่น การจำแนกตามกฎหมาย การจำแนกตามรูปแบบและวิธีการใช้ การจำแนกตามสรรพคุณ เป็นต้น

การจำแนกตามกฎหมาย
ยาแผนปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ
1. ยาสามัญประจำบ้าน คือ ยาที่กระทรวงสาธารณสุขคัดเลือกไว้ให้ประชาชนสามารถเลือกใช้ได้เอง โดยไม่ต้องผ่านการควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เนื่องจากยาในกลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้โดยทั่วไป ยาสามัญประจำบ้านจะต้องมีขนาดบรรจุ และรายละเอียดบนฉลากตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีคำว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” กำกับไว้บนฉลากอย่างเห็นได้ชัดด้วย ในปัจจุบันมียาสามัญประจำบ้านรวมทั้งสิ้น 42 ขนาน เช่น ยาเม็ดพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ขนาดบรรจุ 10 เม็ด ยาแก้ไอน้ำดำ ขนาดบรรจุ 60 ซีซี. ยาใส่แผลสดไธเมอโรซอล ขนาดบรรจุ 30 ซีซี. เป็นต้น

2. ยาอันตราย คือ ยาแผนปัจจุบันที่มีอันตรายสูงกว่ายาสามัญประจำบ้าน การใช้ยานี้จึงต้องผ่านการดูแลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น แพทย์ หรือเภสัชกร ยาในกลุ่มนี้จะมีคำว่า “ยาอันตราย” ระบุไว้บนฉลากข้างภาชนะบรรจุ และจำหน่ายได้เฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรแผนปัจจุบันทำหน้าที่ควบคุมดูแล หรือจำหน่ายได้ในโรงพยาบาล สถานีอนามัยหรือคลีนิคที่มีแพทย์แผนปัจจุบันประจำการอยู่ ยาอันตรายมีมากมายหลายชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาลดน้ำตาลในกระแสเลือด ยาต้านจุลชีพต่าง ๆ เป็นต้น

3. ยาควบคุมพิเศษ คือ ยาแผนปัจจุบันที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย แม้จะใช้อย่างถูกต้อง ยานี้จึงต้องผ่านการควบคุมดูแลในการใช้จากแพทย์โดยใกล้ชิด แพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งจ่ายยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากแพทย์แผนปัจจุบันจะมีความรู้ว่าเมื่อใดมีความจำเป็นต้องใช้ และเมื่อใดสมควรจะต้องหยุดการใช้ยานั้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาเพรดนิโซโลน ยาเด๊กช่า เมทาโซน เป็นต้น

4. วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติด คือ ยาแผนปัจจุบันที่ก่อให้เกิดการเสพติดได้ง่าย และมีผลเปลี่ยนแปลงสภาพทางจิตประสาทของผู้เสพ และมักจะมีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมรอบข้าง เช่นเดียวกับยาควบคุมพิเศษที่แพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งจ่ายยาในกลุ่มนี้ ตัวอย่างได้แก่ ยานอนหลับชนิดต่าง ๆ มอร์ฟินซึ่งใช้แก้ปวด เป็นต้น

5. ยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จที่มิใช่ยาอันตราย คือ ยาแผนปัจจุบันที่กระทรวงสาธารณสุขมิได้จัดให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาควบคุมพิเศษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือยาเสพติด เนื่องจากเห็นว่าเป็นยาที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่เหมาะสมบางประการที่จะจัดเข้าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ตัวอย่างได้แก่ ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสม และยาใช้ภายนอกหลายชนิดที่โฆษณาอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป เป็นต้น

การจำแนกตามรูปแบบและวิธีการใช้

แบ่งยาได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยาที่ใช้ภายใน และยาที่ใช้ภายนอก
1. ยาที่ใช้ภายใน ยังแบ่งออกได้เป็น ยาเม็ด ยาฉีด ยาน้ำสำหรับรับประทาน
2. ยาที่ใช้ภายนอก ยังแบ่งออกได้เป็น ยาครีม ยาอ๊อยท์เม้นท์ ยาทิงเจอร์ ยาหลอด ยาเหน็บ ยาสวนทวาร ยาพ่น เป็นต้น

1. ยาที่ใช้ภายใน
1.1 ยาเม็ด ได้แก่ ยาเม็ดแค็ปซูล (CAPSULE), ยาเม็ดธรรมดา (TABLET), ยาเม็ดเคลือบ (COATED TABLET) เป็นต้น
1.2 ยาฉีด มีทั้งในรูปของสารละลาย และในรูปผงสำหรับละลายเมื่อต้องใช้ เนื่องจาก ยานั้นสลายตัวง่ายเมื่ออยู่ในรูปของสารละลาย ส่วนภาชนะที่ใช้บรรจุมี 2 ลักษณะ คือแอมฟูล (AMPOULE) มักทำด้วยแก้วบาง มีคอเว้าเมื่อต้องการใช้ต้องตัดคอออก อีกลักษณะหนึ่งเรียก ไวอั้ล (VIAL) คล้ายขวดแก้วคอสั้น เมื่อต้องการใช้ต้องใช้เข็มฉีดยาเจาะผ่านจุกยาง กระบวนการที่ใช้ผลิตยาฉีดมีความประณีต ละเอียด รอบคอบ ระมัดระวังในเรื่องความสะอาดเพื่อป้องกันมิให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ จากภายนอก
1.3 ยาน้ำสำหรับรับประทาน มีทั้งยาน้ำสำเร็จรูป และยาผงสำหรับผสมน้ำเมื่อถึงเวลาใช้ (น้ำสะอาดที่ใช้ผสมจะต้องเย็น หรือเท่ากับอุณหภูมิห้อง จะต้องไม่อุ่น หรือร้อน เนื่องจากความร้อนจะทำให้ตัวยาสลาย ประสิทธิภาพของยาจะลดลง) เมื่อผสมแล้วยานั้นจะมีอายุไม่เกิน 7 วัน ยาน้ำสำหรับรับประทานนี้ แบ่งตามลักษณะที่สังเกตได้เป็น
- ยาน้ำใส ไม่มีตะกอน ถ้ามีหลายตัวยาผสมกันมักเรียกว่า มิกซ์เจอร์ (Mixture), ถ้ามีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 60 - 70 % ขึ้นไป มักเรียกว่า ทิงเจอร์ (Tincture), ถ้ามีน้ำเชื่อมผสมอยู่มักเรียกว่า ไซหรับ (Syrup) (มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าทิงเจอร์คือยาใส่แผลเท่านั้น อันที่จริง ทิงเจอร์ที่รับประทานได้ก็มี )
- ยาน้ำแขวนตะกอน (Suspension) คือ ยาน้ำที่มีตัวยาที่ไม่สามารถละลายในสารละลายของยานั้น ๆ เมื่อต้องการใช้จะต้องเขย่าให้ตะกอนยากระจายอย่างสม่ำเสมอก่อนรินยาทุกครั้ง
- ยาอีมัลชั่น (Emulsion) คือ ยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (ที่รับประทานได้) ผสมอยู่ เช่นเดียวกับน้ำสลัดชนิดข้น บางครั้งอาจมีการแยกชั้นระหว่างน้ำกับน้ำมัน เมื่อต้องการใช้จะต้องเขย่าอย่างแรงให้เข้ากันก่อนรินยา

2. ยาที่ใช้ภายนอก
2.1 ครีม (Cream) เป็นยาที่มีตัวยาแทรกอยู่ในส่วนประกอบของน้ำกับน้ำมัน ครีมจะซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายและเร็ว และล้างออกได้ง่าย เช่น ครีมทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย
2.2 อ๊อยท์เม้นท์ (Ointment) เป็นยาที่มีตัวยาแทรกอยู่ในส่วนประกอบของน้ำกับน้ำมันเช่นกัน แต่มีสัดส่วนของน้ำมันมากกว่า การดูดซึมผ่านผิวหนังช้ากว่าครีม ดังนั้น ตัวยาจะคงอยู่บนผิวหนังได้นานกว่า ขณะเดียวกันล้างออกได้ยากกว่าครีม เช่น ยาหม่อง
2.3 ทิงเจอร์ เป็นยาทาที่มีตัวยาละลายในแอลกอฮอล์ ประมาณ 60 % ขึ้นไป เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน
2.4 ยาหยอด ได้แก่ ยาหยอดหู ยาหยอดตา ยาประเภทนี้ผ่านกระบวนการ ทำให้ปราศจากเชื้อโรค ดังนั้นเมื่อเปิดใช้แล้ว จะเก็บรักษาได้ไม่เกิน 1 เดือน ยาสำหรับหยอดตาถ้านำไปหยอดหู อาจทำให้ไม่ได้ผลเนื่องจากเจือจางเกินไป ส่วนยาหยอดหู ถ้านำไปหยอดตาอาจเป็นอันตราย เนื่องจากเข้มข้นเกินไปอย่างไรก็ตาม มีผู้ผลิตยาหยอดบางชนิดสามารถหยอดได้ทั้งตาและหู ต้องสังเกตให้ดี
2.5 ยาเหน็บ มีทั้งยาเหน็บช่องคลอด และยาเหน็บทวารหนัก มีรูปร่างเป็นเม็ดยาวรี อาจกลมหรือแบนก็ได้ เมื่อเหน็บแล้วให้ทิ้งค้างไว้ไม่ต้องดึงออกมา
2.6 ยาสวนทวาร เป็นยาน้ำบรรจุในภาชนะพลาสติก มีท่อสำหรับสอดเข้าช่องทวารหนัก ก่อนใช้ต้องเจาะรูตรงปลายท่อก่อน รูปแบบนี้มักใช้กับยาระบายเวลาท้องผูก
2.7 ยาพ่น มีลักษณะเป็นกระบอก มีส่วนที่ใช้กดตรงด้านบน เพื่อให้ยาข้างในพ่นออกมาเป็นฝอย เมื่อต้องการใช้จะต้องศึกษาวิธีใช้ในฉลากกำกับอย่างละเอียด ยาพ่น ได้แก่ ยาพ่นขยายหลอดลมแก้หอบหืด

การจำแนกยาตามสรรพคุณ
ในที่นี้จะยกมาพอสังเขป (ถ้าหากจำแนกโดยละเอียดจะจัดแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้มากกว่านี้) ได้แก่
1. ยาต้านจุลชีพ ได้แก่ ยาต้านไวรัส ยาต้านแบคทีเรีย และยาต้านเชื้อรา ยาต้านแบคทีเรียมี 2 ประเภท คือ ยาปฏิชีวนะ และยาต้านแบคทีเรียที่ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี ยาปฏิชีวนะคือยาต้านแบคทีเรียที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรียด้วยกันเอง
2. ยารักษาโรคพยาธิ ได้แก่ ยาฆ่าพยาธิตัวกลม ยาฆ่าพยาธิตัวแบน บางชนิดฆ่าได้ทั้ง 2 ประเภท
3. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล ฯลฯ
4. ยาลดอาการอักเสบ (มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า ยาต้านเชื้อแบคทีเรียคือยาในกลุ่มนี้ เนื่องจากเมื่อยาต้านเชื้อแบคทีเรียทำลายเชื้อแบคทีเรียอย่างราบคาบแล้ว อาการอักเสบอันประกอบด้วย อาการปวด บวม แดง จะลดลง)
5. ยาแก้แพ้ เช่น แพ้อากาศ (คัดจมูก น้ำมูกไหล) อาการแพ้ที่ปรากฏทางผิวหนัง (ผื่นคัน ลมพิษ)
6. ยาวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ
7. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ท้องผูก เป็นต้น
8. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น
9. ยาที่ใช้ในระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาปรับการเต้นของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด เป็นต้น
10. ยาที่ใช้ในระบบประสาทและสมอง เช่น ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
11. ยาที่ใช้ในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ
12. ยาที่ใช้ในระบบอวัยวะเพศของสตรี เช่น ยาบีบมดลูก
13. ยาที่ใช้ในระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ยารักษาเบาหวาน ยาสเตียรอยด์ และฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นต้น

การใช้ยาแผนปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาโดยการเลือกซื้อด้วยตนเอง หรือโดยการจ่ายจากแพทย์ผู้ตรวจ เราควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อให้ได้ผลในการรักษาเต็มที่และเกิดผลเสียจากการใช้ยาน้อยที่สุด ดังนี้
1. ใช้ยาให้ถูกโรคหรือถูกขนาน
2. ใช้ยาให้ถูกกับบุคคล
3. ใช้ยาให้ถูกเวลา
4. ใช้ยาให้ถูกวิธี
5. ใช้ยาให้ถูกขนาด

1. ใช้ยาให้ถูกโรคหรือถูกขนาน ก่อนใช้ยาบำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น ควรศึกษาก่อนว่าอาการนั้นเกิดจากสาเหตุใด และควรใช้ยาขนานใดให้ตรงกับการแก้ปัญหาหรือสาเหตุนั้น เช่น ปวดท้อง เป็นเพราะท้องผูกหรือท้องเสีย หรืออาหารไม่ย่อย การใช้ยาแก้ปวดท้องจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน

2. ใช้ยาให้ถูกกับบุคคล ปฏิกิริยาการตอบสนองต่อยาในแต่ละบุคคลจะต่างกัน โดยเฉพาะต่างเพศหรือต่างวัย เด็กและคนชราจะตอบสนองต่อยาไวกว่าบุคคลในวัยรุ่นหรือวัยกลางคน ยาบางชนิดใช้ได้กับสตรีเท่านั้น ยาบางชนิดห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และเด็ก เช่น เตตร้าไซคลิน ดังนั้น จึงไม่ควรนำยาของบุคคลหนึ่งมาใช้กับอีกบุคคลหนึ่งที่ต่างเพศต่างวัยกัน หากจำเป็นต้องศึกษาจากผู้รู้ก่อน

3. ใช้ยาให้ถูกเวลา ช่วงห่างของเวลาในการใช้ยาแต่ละครั้ง ควรมีระยะเท่า ๆ กัน เช่น ถ้ายานั้นต้องใช้วันละ 4 ครั้ง เราอาจจะใช้ยานั้นเมื่อเวลา 7.00, 12.00, 17.00 และ 22.00 น. (ห่างกัน 5 ชั่วโมง ทุกช่วง, ช่วงเวลานอน เป็นช่วงที่ต้องอนุโลม) การที่โดยทั่วไปกำหนดมื้ออาหารหลักในการใช้ยารับประทานก็เพื่อสะดวกแก่การจำยารับประทาน ส่วนใหญ่ (ที่ไม่ระบุว่าต้องรับประทานหลังอาหารทันที) ไม่จำเป็นต้องยึดมื้ออาหารเป็นหลักก็ได้ หากเราสามารถนับช่วงเวลาที่เหมาะสมเองได้ และมั่นใจว่าจะไม่ลืมรับประทานยา ทั้งนี้โดยพิจารณาว่าปริมาณยาในกระแสเลือดจะอยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ ไม่ต่ำเกินไปจนไม่มีผลในการรักษา หรือสูงเกินไปจนเกิดพิษ

สำหรับการรับประทานยาตามมื้ออาหาร ควรปฏิบัติดังนี้
“ก่อนอาหาร” ต้องรับประทานยานั้น ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง อย่างน้อยที่สุดคือครึ่งชั่วโมง ถ้าลืมรับประทานยาในช่วงดังกล่าว จะต้องรับประทานเมื่ออาหารมื้อนั้นผ่านพ้นไปแล้วอย่างน้อย 1 ชั่วโมง นั่นคือมุ่งหมายให้รับประทานยานั้นตอนท้องว่าง จะช่วยในการดูดซึมยาผ่านผนังกระเพาะอาหารเข้าสู่เส้นเลือดเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกรบกวนด้วยอาหาร นอกจากนี้ ยาบางประเภท เช่น ยาปฏิชีวนะจะถูกทำลายได้ง่ายโดยน้ำย่อยอาหารที่หลั่งออกมาโดยอัตโนมัติ เมื่อเริ่มรับประทานอาหาร การรับประทานยาปฏิชีวนะซึ่งจะต้องรับประทานขณะท้องว่างจริง ๆ

“หลังอาหาร” จะรับประทานยานั้นภายหลังการรับประทานอาหารไปแล้วนานเท่าใดก็ได้ เช่น รับประทานยานั้นหลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารทันที หรือ 15 นาทีไปแล้วก็ได้ แสดงว่ายานั้นไม่มีผลเสียต่อกระเพาะอาหารและอาหารไม่มีผลต่อการได้รับยานั้นมาก แต่ถ้าระบุว่า “หลังอาหารทันที” จะต้องรับประทานยานั้นหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารทันทีเท่านั้น หรืออาจจะรับประทานยานั้นในระหว่างมื้ออาหาร (ที่เรียกว่ารับประทานยาพร้อมอาหาร) เหตุที่ต้องระบุเช่นนี้ เนื่องจากยานั้นมีฤทธิ์กัดกร่อนผนังกระเพาะ ซึ่งจำเป็นต้องใช้อาหารเป็นเกราะกำบังไว้ มิให้ยาสัมผัสกับผนังโดยตรง ถ้าหากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาพวกนี้ในขณะที่ห่างจากเวลาอาหารมื้อต่าง ๆ แล้ว เช่น มื้อก่อนนอนอาจกระทำได้โดยรับประทานของว่างหรือผลไม้ หรือถ้าไม่มีให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อเจือจางความเข้มข้นของยาให้ลดลง จะช่วยลดการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร

การรับประทานยาเคลือบผนังกระเพาะอาหารหรือยาลดกรด เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารไปแล้วประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง หรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยานี้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอาหารเป็นเครื่องกีดขวาง

การรับประทานยาระบายแก้ท้องผูก จะต้องมีความเข้าใจว่า ยานั้นจะออกฤทธิ์หลังจากรับประทานเข้าไปแล้ว 6 - 8 ชั่วโมง ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการถ่ายอุจจาระในตอนเช้าจะต้องรับประทานยานี้ก่อนนอน หรือหากต้องการถ่ายอุจจาระตอนค่ำ จะต้องรับประทานยานี้ตอนเช้า เป็นต้น

การรับประทานยาแก้อาเจียน แก้ปวดท้อง มักนิยมให้รับประทานก่อนอาหารเป็นเวลาประมาณ 20 - 30 นาที เพื่อมิให้เกิดอาการเมื่อเริ่มรับประทานอาหารเข้าไป

การรับประทานยาขับปัสสาวะ (ใช้ในโรคความดันโลหิตสูง เพื่อลดปริมาณน้ำในร่างกายซึ่งจะมีผลให้ความดันโลหิตลดลง) นิยมให้มื้อเช้าหรือกลางวันเท่านั้น เนื่องจากถ้าให้มื้อเย็นจะทำให้คนไข้ต้องตื่นกลางดึกเพื่อลุกขึ้นมาปัสสาวะ ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่

4. ใช้ยาให้ถูกวิธี
การใช้ยารับประทานหรือยาฉีด ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายให้ยานั้นเข้าสู่กระแสเลือด (ถ้าเป็นยารับประทาน) ยาจะถูกดูดซึมผ่านผนังกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือด) หลังจากนั้นจะกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเข้าสู่จุดที่ต้องการออกฤทธิ์ ส่วนหนึ่งผ่านตับเพื่อผ่านกระบวนการทำลาย และขับออกทางน้ำดีในลำไส้ ในที่สุดก็ขับออกมากับอุจจาระ บางส่วนก็ขับออกทางปัสสาวะ เหงื่อ หรือน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ที่ระเหยได้ออกมาทางลมหายใจ

ยารับประทานบางชนิดออกฤทธิ์โดยไม่ถูกดูดซึมผ่านผนังกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เช่น ยาระบายพาริฟฟิน ยาพวกนี้จะเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ และขับถ่ายออกมากับอุจจาระ

ไม่ควรนำยาฉีดไปรับประทานหรือใช้เป็นยาทาภายนอก เพราะนอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอันตรายหรือไม่ได้ผลในการรักษาด้วย

ยาเม็ดบางชนิด จะมีผลเสียต่อผู้ใช้ ถ้ามีการบดหรือทำให้แตกก่อนใช้ เช่น ยาระบายบางชนิด ขณะที่ยาเม็ดบางชนิดต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนพร้อมน้ำ จึงจะได้ผลเต็มที่ เช่นยาเม็ดสำหรับเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร ยาเม็ดบางชนิดต้องอมใต้ลิ้น เช่น ยาขยายหลอดเลือดที่หัวใจ ยาเม็ดบางชนิดต้องอมไว้ในปาก เช่น ฟลูออไรด์เคลือบฟัน, ยาอมแก้เจ็บคอ เป็นต้น นอกจากนี้ ไม่ควรนำยาเม็ดไปบดแล้วใช้เป็นยาทาภายนอก เพราะจะทำให้เกิดการดื้อยาหรือแพ้ยาได้ง่าย

การใช้ยาน้ำรับประทานให้ถูกวิธีได้กล่าวไปบ้างแล้วในส่วนที่แนะนำรูปแบบของยาแผนปัจจุบัน

การใช้ยาภายนอก โดยทั่วไปไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดการดูดซึมผ่านเข้ากระแสเลือด แต่ต้องการให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ เช่น ยาทาผิวหนัง ยาหยอดตา ยาหยอดหู เป็นต้น แต่ผิวหนังสามารถดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดได้เช่นกัน ดังนั้น การใช้ยาทาภายนอกบ่อย ๆ ควรคำนึงถึงอันตรายอันเกิดการการสะสมเข้าสู่ภายในร่างกายด้วย การใช้ยาทาควรทาบาง ๆ เท่านั้น นอกจากจะระบุเป็นอย่างอื่น ที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือ การพลั้งเผลอรับประทานยาภายนอก มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากไม่สังเกตฉลากข้างภาชนะที่บรรจุว่า “ยาภายนอก ห้ามรับประทาน”

ยารับประทานบางชนิดจะต้องดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งในขณะที่กลืนยา และระหว่างวันที่ใช้ยานั้น ๆ เนื่องจากจะช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อของไตที่เกิดจากพิษของยา เช่น ยาซัลฟา เป็นต้น หรือเนื่องจากยานั้นต้องการปริมาณน้ำจำนวนมากในการออกฤทธิ์ เช่น ยาระบาย ประเภทที่พองตัวได้เมื่อถูกน้ำ เป็นต้น

ยาบางชนิดห้ามรับประทานพร้อมนม เนื่องจากจะขัดขวางการดูดซึมของตัวยาผ่านผนังกระเพาะ เช่น ยาเตตร้าไซคลิน ยาบางชนิดห้ามรับประทานพร้อมน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เนื่องจากจะทำให้ตัวยาถูกทำลายลงได้ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ

ยาประเภทบำบัดหรือบรรเทาอาการที่มักระบุว่า ทุก 4 - 6 ชั่วโมง เวลามีอาการ ให้รับประทานเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องถ้าไม่มีอาการนั้น ๆ แล้ว หากรับประทานในขณะที่ไม่มีอาการจะมีผลเสียมากขึ้น เช่น ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปวดศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ เป็นต้น

ใช้ยาให้ถูกขนาด
ใช้ให้ตรงกับขนาดที่ระบุเท่านั้น การลืมรับประทานยา ให้รีบรับประทานขนาดเดิมทันทีเมื่อนึกได้โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

การใช้ยาต้านจุลชีพ ไม่ว่าจะเป็นยาภายในหรือยาภายนอก จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนยานั้นหมด ไม่ควรหยุดกลางคันแม้จะไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แล้ว เนื่องจากอาจกลับเป็นขึ้นใหม่ และในครั้งต่อไปจะรักษายากขึ้น

การใช้ยาน้ำรับประทาน ควรใช้ช้อนตวงมาตรฐานที่ให้มากับยาเท่านั้น
1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี.
1 ช้อนชา = 5 ซีซี.
(ดังนั้น 1 ช้อนโต๊ะ = 3 ช้อนชา)
(โดยทั่วไป 2 ช้อนคาว = 1 ช้อนโต๊ะ)
1 แก้ว = 240 ซีซี.

จะเห็นได้ว่าข้อแนะนำดังกล่าว จะเอ่ยถึงการรับประทานยาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นวิธีที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการรักษาได้มากกว่ายาที่ใช้ภายนอก ส่วนยาฉีดนั้นเป็นหน้าที่เฉพาะของบุคลากรสาธารณสุข จึงขอไม่นำมาลงไว้ ณ ที่นี้ ทั้งนี้กรณีต่าง ๆ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ผู้ใช้ยาจะต้องศึกษาจากซองยา ฉลากยา หรือจากผู้จ่ายยาก่อนใช้ยาทุกชนิด

อันตรายจากการใช้ยา
ยาทุกชนิดมีอันตราย แม้แต่วิตามินหรือที่เข้าใจกันว่าเป็นยาบำรุง หากรับประทานเกินขนาดหรือพร่ำเพรื่อ อันตรายจากการใช้ยามักเกิดจากการใช้ยาผิด (ผิดโรค, ผิดบุคคล,ผิดเวลา, ผิดวิธี, ผิดขนาด) และพิษของยา (เมื่อใช้ถูกทุกประการ)

อันตรายที่เกิดขึ้นได้แก่
1. การแพ้ยา อาการที่ปรากฏมีตั้งแต่อาการทางผิวหนัง เป็นผื่นคัน ลมพิษ ผิวเกรียมไหม้ ปากไหม้ บวม หอบ หยุดหายใจ จนถึงตายได้ อาการจะปรากฏเฉพาะบางคน และเฉพาะบางชนิดของยาเท่านั้น ถ้ามีการแพ้ยาให้หยุดใช้ยาทันที และปรึกษาบุคลากรสาธารณสุข

2. อาการข้างเคียงของยา เช่น ยาลดน้ำมูก มีฤทธิ์ไม่พึงประสงค์คือ ทำให้ง่วงนอนด้วย ดังนั้น ควรศึกษาอาการข้างเคียง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นด้วย มีอุบัติเหตุจำนวนไม่น้อยที่ผู้ขับขี่ยวดยาน หรือผู้ทำงานที่เสี่ยงอันตรายต้องประสบเนื่องจากรับประทานยาลดน้ำมูกนี้

3. การติดยา ซึ่งเมื่อขาดยา จะทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น หรือการเสพยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็จะก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงเพิ่มขึ้น

4. พิษของยาโดยตรงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่
พิษต่อตับ เช่น พาราเซตามอล
พิษต่อไต เช่น ซัลฟา
พิษต่อกระเพาะอาหาร เช่น แอสไพริน สเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลนเด๊กช่าเมทาโซน)
พิษต่อหูภายใน เช่น กานามัยซิน สเตร็บโตมัยซิน
พิษต่อการสร้างเม็ดเลือด เช่น ไดพัยโรน คลอแรมเฟนิคอล เฟนิลบัวดาโซน
พิษต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ ยาเกือบทุกชนิด แม้กระทั่งวิตามินเกินขนาด ฯลฯ

ความเข้าใจผิดต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ยาอยู่เนือง ๆ ที่พบบ่อยได้แก่

1. ความเชื่อที่ว่ายาชุดเป็นยาแรง ยาดี และราคาถูก ยาชุดที่ลอบขายกันมีหลายสรรพคุณ ได้แก่ ยาชุดแก้หวัด ยาชุดแก้ปวด ยาชุดทำให้อ้วน ยาชุดแก้หอบ เป็นต้น ยาชุดเหล่านี้มักประกอบด้วย ยาเม็ดตั้งแต่ 3 เม็ดขึ้นไป ประกอบด้วย ยารักษาอาการนั้น ๆ ยาต้านจุลชีพ ยาวิตามิน และยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (เช่น เพรดนิโซโลนเด๊กช่าเมทาโซน) อย่างละ 1 - 3 เม็ดด้วยกัน ราคาทุนโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในราว 0.50 - 2 บาท ราคาขายโดยทั่วไปประมาณ 3 - 10 บาท/ชุด ซึ่งจัดว่าราคาแพง

อันตรายจากยาชุดที่เห็นได้ชัดเจนคือ ถ้าใช้เป็นประจำ ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่ผสมอยู่นั้น จะทำให้ผู้ใช้ยาเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เป็นโรคไต เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจ กระดูกผุ เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย (ภูมิต้านทานลดลง) เมื่อป่วยแล้วรักษายาก

ถามว่าผู้ขายใส่ยาชนิดนี้ลงไปในยาชุดเพื่ออะไร ตอบได้ทันทีว่ายาชนิดนี้จะทำให้ผู้ใช้ยารู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น (แต่ส่งผลเสียในระยะยาว) เป็นเพียงการบดบังอาการเท่านั้น มิใช่เป็นการรักษาอย่างถูกต้อง และเมื่อใช้ยานี้แล้วจะทำให้หันกลับไปใช้ยาอื่นไม่ได้ ผลทำให้ต้องพึ่งพิงยาชุดตลอดไป

อันตรายที่เห็นได้ชัดอีกประการหนึ่งคือ การได้รับยาที่เสื่อมสภาพ เนื่องจากหมดอายุแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาต้านจุลชีพที่ใส่ลงในยาชุด นอกจากจะทำให้ไม่ได้ผลในการรักษาแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย

2. ความเชื่อที่ว่ายาบ้าทำให้ตาสว่าง ยาบ้าเป็นยาที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศเลิกใช้แล้ว แต่ยังถูกลักลอบเข้ามาผลิต และจำหน่ายอยู่เนือง ๆ มักทำในรูปยาเม็ด เป็นยากระตุ้นสมองให้ตื่นตัว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ ร่างกายจะอ่อนเพลียอย่างมาก ทำให้เกิดการหลับใน (ตาค้าง) เกิดอันตรายได้ง่ายต่อผู้ที่กำลังปฏิบัติงานเสี่ยงอันตราย นอกจากนี้ การเสพเป็นประจำยังทำให้เกิดอาการทางประสาทหลอนและคลุ้มคลั่งได้อีกด้วย

3. ความเชื่อที่ว่ายาชูกำลังคือ สิ่งที่ปลอดภัยและทำให้แข็งแรง ยาชูกำลังที่ใช้กันอยู่ดาษดื่นทั่วไปมี 2 ชนิด
3.1 ชนิดแรกเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมาก่อน มักทำในรูปเครื่องดื่ม มีส่วนผสมของตัวยาคาเฟอีน (CAFFEINE) และวิตามินต่าง ๆ คาเฟอีนในเครื่องดื่มประเภทนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสมอง และการเต้นของหัวใจให้ตื่นตัวอยู่ระยะหนึ่ง ผู้ดื่มจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ขยันขันแข็ง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เช่นเดียวกับการดื่มกาแฟนั่นเอง กาแฟก็มีคาเฟอีนเช่นเดียวกัน และการดื่มเป็นประจำจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ง่าย
3.2 ชนิดที่ สองเป็นเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียเกลือแร่คราวละมาก ๆ เช่น ท้องเสีย หรืออาเจียนอย่างแรง ในคนปกติถ้าดื่มเครื่องดื่มนี้เป็นประจำจะทำให้เป็นโรคไต หัวใจ และความดันโลหิตสูงได้ง่าย

4. ความเชื่อที่ว่าการฉีดยาแล้วให้สารละลายเข้าเส้นเลือด (ให้น้ำเกลือ) ดีกว่าการรับประทานยาหรืออาหารโดยปกติ
ความจำเป็นในการใช้ยาฉีดนั้นมีอยู่เพียง 3 ประการเท่านั้น คือ เมื่อการให้ยานั้นวิธีรับประทานไม่ได้ผล เมื่อคนไข้ไม่ได้สติ หรือรับประทานยาไม่ได้ และเมื่อคนไข้มีอาการรุนแรงต้องการความรวดเร็วในการรักษา ขณะที่การให้สารละลายเข้าเส้นเลือด จะให้เมื่อคนไข้รับประทานอาหารเองไม่ได้ หรือมีความจำเป็นต้องให้ยาผ่านทางสารละลายเข้าเส้นเลือด (“น้ำเกลือ” ส่วนใหญ่ก็มีเพียงน้ำตาล เกลือแกง หรือเกลือแร่อื่น ๆ ผสมอยู่เท่านั้น)

การฉีดยาหรือให้สารละลายเข้าเส้นเลือดอย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากจะเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจและต้องเจ็บตัวแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายที่รุนแรง เช่น การแพ้ยา การแทงเข็มพลาด การติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีโรคติดต่อหลายชนิดที่รักษาไม่หาย เช่น เอดส์ (AIDS) ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ติดต่อได้ง่ายทางเข็มฉีดยา นอกจากความเชื่อต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีการปฏิบัติผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยาอีกมากมาย เช่น การเลือกซื้อหายาโดยนำเม็ดยาที่เคยใช้มาเทียบเคียง กรณีนี้อาจเกิดอันตรายได้ง่าย เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดว่ายาเม็ดที่มีรูปร่างและสีเหมือนกันจะต้องเป็นยาชนิดเดียวกัน ดังนั้น ยาที่มีรูปร่างสีสันภายนอกเหมือนกันทุกอย่างอาจมีตัวยาภายในเป็นคนละชนิดก็ได้ หรือยาที่มีรูปร่างสีสันต่างกันอาจเป็นยาเดียวกันก็ได้เช่นกัน

การเก็บรักษายา
ไม่ว่ายาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพร การเก็บรักษาก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ยานั้นไม่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควร ซึ่งยาเสื่อมสภาพนั้น นอกจากจะไม่ให้ผลการรักษาแล้ว บางชนิดยังสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย แสงสว่าง ความชื้น ความร้อน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ยาเสื่อมสภาพ ดังนั้น การเก็บรักษาควรปฏิบัติดังนี้
1. เก็บในภาชนะที่แห้งปิดสนิท
2. เก็บในที่มืด ควรเก็บยาในตู้ทึบ หรือเก็บในภาชนะทึบแสง
3. เก็บในที่มีความชื้นน้อย ไม่ควรเก็บในห้องอับชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องที่มีการปลูกต้นไม้ ควรเก็บในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวก
4. เก็บในที่เย็น หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อน
5. เก็บให้พ้นมือเด็ก

ดังนั้น การเก็บในตู้เย็นจะเป็นแหล่งที่เหมาะสมที่สุด (แต่ไม่ควรเก็บในช่องแข็ง) เพราะนอกจากจะเย็นแล้ว สภาพภายในยังแห้งและมืดอีกด้วย แต่ถ้าไม่มีตู้เย็นก็ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำข้างบน และหมั่นตรวจดูว่าหมดอายุหรือยัง โดยสังเกตบนฉลากข้างภาชนะจะระบุคำว่า “หมดอายุ” หรือ “Expiry Date”หรือ “Expiration Date” หรือ “Exp. Date” หรือ “Used before”ตามด้วย วัน เดือน ปี ที่หมดอายุ แต่ถ้ายานั้นระบุ “วันผลิต” หรือ “Manufacturing Date” หรือ “Mfd. Date” หรือ “Mfg. Date” ตามด้วยวัน เดือน ปี ที่ผลิต ก็ไม่ควรเก็บยานั้นไว้เกิน 3 ปี นับแต่วันผลิต ยาบางชนิดอาจเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุ เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังนั้น ถ้ายานั้นมีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิมก็ไม่ควรใช้อีกต่อไป