HOME
หมวดเกษตรกรรม
หมวดศิลปกรรม
หมวดคหกรรม
 
การเลี้ยงปลาสวยงามเล่ม 1
การเลี้ยงปลาสวยงามเล่ม 2
ข่อย:ไม้ดัดของไทย
การปลูกออุ่น
การปลูกกล้วยไม้ไทยสกุลต่าง ๆ
การเพาะพันธ์ปลาไน
การเลี้ยงปลาสวาย

 


การเพาะพันธุ์ปลาไน

ตอนที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลาไน

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเลี้ยงปลา

       ปลา เป็นอาหารในชีวิตประจำวัยของชาวไทย และเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก การเพาะเลี้ยงปลาจึงเป็นกิจกรรม เป็นอาชีพที่ไม่ต้องมีการลงทุนสูง สามารถใช้แรงงานในยามว่างจากการทำนาทำสวนได้
       ทั้งนี้ผู้เลี้ยงควรคำนึงถึงทำเลที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา ซึ่งควรเลือกอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่สะอาด ก่อนดำเนินการเลี้ยงปลาควรเก็บตัวอย่างดินและน้ำส่งไปให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร สำนักงานประมง ให้ทำการตรวจพร้อมทั้งขอคำแนะนำ
       บ่อเลี้ยงปลา นิยมใช้บ่อดิน ซึ่งมีการสร่างบ่อตามประโยชน์การใช้ ดังนี้
       บ่อเพาะปลา เป็นบ่อที่ใช้สำหรับเพาะไข่ปลา ควรมีขนาด 5-50 ตารางเมตร
       บ่อฟักไข่ปลา สำหรับบ่อฟักไข่ปลา มีความสำคัญต่อการฟักไข่ของปลาไน บ่อฟักไข่ปลาจะต้องมีน้ำดีหมุนเวียนเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ไข่และลูกปลา ควรมีระบบน้ำและระบบฟองอากาศ ควรมีความลึกประมาณ 10-75 เซนติเมตร
       บ่ออนุบาล ลูกปลาส่วนมากเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มักมีถุงอาหารระยะนี้ลูกปลาไม่จำเป็นต้องกินอาหาร แต่เป็นระยะที่ป้องกันศัตรูด้วยตนเองไม่ได้ บ่ออนุบาลจึงไม่ควรมีขนาดใหญ่มากนัก และควรอยู่ใกล้ที่พักของผู้ดูแล
       บ่อเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ การเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้ได้ผลดีต้องเลี้ยงแบบแยกเพศ โดยเฉพาะปลาไน บ่อเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต้องให้อาหาร น้ำ อากาศ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่ดี ไม่มีปลาหนาแน่นจนเกินไป จะทำให้พ่อพันธุ์สมบูรณ์ดี ควรมีความลึกประมาณ 1.5 เมตร

ประวัติความเป็นมาของการเลี้ยงปลาไน

       ปลาไนเป็นปลาชนิดแรกที่มนุษย์นำมาเลี้ยง มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน โดยชนชาติจีนเป็นผู้ริเริ่มนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงก่อนชนชาติอื่น ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 68 หรือ ก่อนคริสต์ศักราช 475 ปี และต่อมาก็ได้นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายเกือบทั่วประเทศในโลก
       สำหรับประเทศไทย ชาวจีนได้นำปลาชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงเมื่อประมาณ 70 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งในเวลานั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก รู้จักกันแต่เพียงผิวเผินว่าปลาเมืองจีนเท่านั้น แต่พี่น้องชาวไทยทางแคว้นสิบสองจุไทยนิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้มาก่อน โดยเรียกชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลาไน" ซึ่งภาษาจีนเรียก "หลีฮื้อ" หรือ "หลีโกว" ในแถบภาคพื้นยุโรปและอเมริกา เรียกว่า "คอมมอนคาร์พ" (Common carp)
       แม้การบริโภคปลาไนในประเทศไทยยังอยู่ในแวดวงจำกัด แต่มีแนวโน้มว่าปลาชนิดนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะสามารถเลี้ยงในนาข้าวได้ผลดี นอกจากนี้ การเพาะพันธุ์ยังทำได้ง่ายอีกด้วย

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลาไน

1. รูปร่างลักษณะและนิสัย
      ปลาไน เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง เป็นปลาที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างลักษณะคล้ายปลาตะเพียน มีเกล็ดกลมใหญ่ทั่วตัว นอกจากส่วนหัวไม่มีเกล็ดปากเล็กไม่มีฟัน ริวฝีปากหนาและมีหนวดสี่เส้น ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยวยาวส่วนสีของปลาไน แม้จะไม่เหมือนกันตามภูมิประเทศที่อยู่ของมันก็ตาม โดยมากมักจะเป็นสีเงินปนเทา บางทีก็เหลืองอ่อน บางตังจะเป็นสีทองตลอดตัว
      ปลาไนชอบอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ที่มีพื้นเป็นดินโคลนแระแสน้ำไหลอ่อนเกือบจะนิ่ง ชอบอยู่ในน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น ไม่ชอบน้ำใสจนเกินไป ปกติชอบวางไข่ในที่ตื้น เป็นปลาที่อดทนต่อดินฟ้าอากาศ ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้รวดเร็ว ปกติปลาไนมีนิสัยขี้ขลาด แต่ก็สามารถฝึกให้เชื่องได้โดยวิธีการให้อาหาร กล่าวคือ ต้องระวังอย่าให้ปลาตกใจหรือกลัวจนเกินไปหากว่ากลัวหรือตกใจเสียครั้งหนึ่งแล้ว กว่าจะทำให้คุ้นเคยหรือเชื่องได้อีกก็กินเวลานาน

2. ลักษณะเพศและฤดูการวางไข่
      ลักษณะเพศ รูปร่างลักษณะภายนอกของปลาไน เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก การสังเกตลักษณะเพศต้องอาศัยความชำนาญเพศเมียมีลำตัวป้อม ช่วงท้องตอนล่างอวบใหญ่แบน ส่วนเพศผู้มีลำตัวเรียวยาว โดยเฉพาะในฤดูวางไข่ เพศเมียท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองจ้าง พื้นท้องนิ่มหากเอามือบีบท้องปลาเบา ๆ ไข่จะไหลออกมาทางช่องเพศ ส่วนปลาเพศผู้พื้นท้องไม่อูมเป่ง แต่จะมีความตึงค่อนไปทางแข็ง ถ้าเอามือบีบท้องไล่มือไปทางช่องทวารเบา ๆ จะมีน้ำสีขาว ๆ คล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ถ้าเอามือลูบที่แก้มหรือเกล็ดตามตัวของเพศผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะรู้สึกสาก ส่วนเพศเมียจะมีลักษณะลื่นกว่า
      การเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาไนควรเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่พอสมควร โดยปล่อยในอัตราประมาณ 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ให้อาหารร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว โดยให้อาหารสำเร็จรูปโปรตีนประมาณร้อยละ 15-18 หรืออาจใช้อาหารประเภทอื่น ๆ เช่น ปลายข้าวต้มผสมรำ และดูแลคุณสมบัติของน้ำให้ดีอยู่เสมอ
      ฤดูวางไข่ ในประเทศ ปลาไนสามารถวางไข่ได้ในทุกฤดู โดยทั่วไปปลาไนที่ใช้ทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ขนาดความยาว 25 เซนติเมตร แม่พันธุ์ปลาไนที่มีความสมบูรณ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี ในรอบปีหนึ่งอาจวางไข่ผสมพันธุ์ได้ถึง 4 ครั้ง ดังนี้

เดือน
การวางไข่และอนุบาลลูกปลาไน
กุมภาพันธ์
วางไข่ครั้งที่1 ผสมพันธุ์ไข่และอนุบาลลูกปลาในกระชังไนลอนตาถี่
มีนาคม
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน  
เมษายน
วางไข่ครั้งที่ 2 ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์
พฤษภาคม
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน
มิถุนายน
วางไข่ครั้งที่ 3 ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์
กรกฎาคม
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน
สิงหาคม
วางไข่ครั้งที่ 4 ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์
กันยายน
ช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมกราคมของแต่ละปีเป็นช่วงฤดูหนาวอาหารตามธรรมชาติมีน้อย ปลาทุกชนิดอยู่ในระยะพักตัว ไม่วางไข่ผสมพันธุ์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำการบำรุงพ่อแม่ปลาให้มีความสมบูรณ์ เตรียมบ่อ ตากบ่อ เพื่อทำการผสมพันธุ์ต่อไป
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
มกราคม

      การเพาะพันธุ์ปลาไนเลียนแบบธรรมชาติ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฤดูกาล กล่าวคือ
      1) เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว อากาศเริ่มอบอุ่น ไม่ร้อนจนเกินไป จึงเหมาะที่จะทำการผสมพันธุ์พ่อ-แม่ปลาไนในกระชังไนลอนตาถี่และใช้กระชังดังกล่าวเป็นที่วางไข่ อนุบาลปลาไนจนแข็งแรง แล้วปล่อยเลี้ยงในบ่อ ต่อเนื่องกันไป
      2) เดือนเมษายน เป็นฤดูร้อน อุณหภูมิในน้ำสูง แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการผสมพันธุ์ของพ่อ-แม่ปลาไน แต่ความร้อนของน้ำจะทำให้ไข่ของปลาสุกไม่ฟักเป็นตัวเกิดความเสียหาย ดังนั้น หลังจากปลาไนวางไข่แล้วต้องนำไข่มาฟักและอนุบาลลูกปลาระยะแรกในบ่อซีเมนต์ที่อยู่ในร่ม
      3) เดือนมิถุนายนและเดือนสิงหาคม เป็นฤดูฝน น้ำฝนที่เคลือบบนผิวน้ำในกระชัง จะทำปฏิกิริยากับไข่ปลา ทำให้เกิดการสูญเสียได้ จึงต้องนำไข่ปลาไนที่ผสมแล้วในกระชังมาฟักและอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์เช่นเดียวกับการเพาะพันธุ์ปลาในเดือนเมษายน

3. ลักษณะของไข่ปลาไน

      ไข่ของปลาไนมีลักษณะกลม เล็ก สีเทาอ่อน มีเมือกเหนียว ไข่จะติดกับพันธุ์ไม้น้ำหรือต้นหญ้าที่อยู่ในน้ำ ถ้าไม่มีที่ติด ไข่จะจมลงก้นบ่อและเสียไม่ฟักเป็นตัว ขนาดของไข่วัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ฟักออกเป็นตัวภายใน 48 ชั่วโมง

4. การคัดเลือก และการเตรียมพันธุ์

      การคัดเลือกพันธุ์ปลา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรจะเลือกพันธุ์ปลาที่มีรูปร่างงาม ถูกลักษณะ ทั้งแข็งแรงไม่เป็นโรค มีเกล็ดเป็นแถวได้ระเบียบ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน ถ้าได้พันธุ์ปลาจำนวนนี้ไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์แล้ว ถึงแม้จะเลี้ยงบกพร่องบ้าง ปลาก็ยังเจริญเติบโตรวดเร็ว ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ปลาไว้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ในปีต่อ ๆ ไป จึงจำเป็นต้องถือหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำการคัดเลือกให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
      ก่อนที่จะผสมพันธุ์ควรทำการเลี้ยงดูพ่อ-แม่ปลาด้วยอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน เช่น อาหารประหลาดุกใหญ่ เพื่อให้ปลาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ทั้งจะเป็นการบำรุงกำลังไม่ให้ปลาอ่อนแอ ต่อจากนั้นให้ทำการแยกขังพ่อและแม่ปลาออกจากกัน 1-2 วัน แล้วจึงนำไปปล่อยลงในที่ผสมพันธุ์

5. กฎเกณฑ์ในการผสมพันธุ์

      ปลาไนเพศเมียตามธรรมดาเป็นปลาที่มีไข่มาก น้ำเชื้อของปลาไนเพศผู้เพียงตัวเดียว ไม่อาจใช้ผสมได้เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องใช้เพศผู้มากกว่าเพศเมียในอัตราปลาเพศผู้ 2 ตัว ต่อ ปลาเพศเมีย 1 ตัว

คุณลักษณะของปลาไน

      ปลาไนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีคุณลักษณะเหมาะแก่การเลี้ยง กล่าวคือ
      1. เลี้ยงง่าย เพราะเป็นปลาที่กินอาหารตามธรรมชาติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในน้ำ ลูกน้ำ แหนเป็ด ไข่น้ำ รากและใบผักบุ้ง ผักแพงพวย ลูกกุ้ง ลูกหอย แต่ถ้าให้รำ หนอน และแมลงเพิ่มเติมจะทำให้โตเร็วขึ้น
      2. โตเร็ว ปลาไนอายุได้ 6 เดือน จะมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมขึ้นไปสามารถจับขายได้แล้ว โดยทั่วไป ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีอัตราการเจริญเติบโต ดังนี้

อายุปลา
ความยาว (เซนติเมตร)
น้ำหนัก (กิโลกรัม)
3 เดือน
18
0.1
6 เดือน
30
0.6
1 ปี
39
1.0
2 ปี
44
1.8
3 ปี
51
7.2

      3. หาพันธุ์ได้ง่าย พันธุ์ปลาไนนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายจากบ่อเลี้ยงปลากินพืชทั่วไปแล้ว ผู้เลี้ยงยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาไนใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติได้ผลดี อัตราการสูญเสียลูกปลาไม่มากนัก
      4. มีลูกมาก แม่ปลาไนที่มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ฟอง และน้ำหนัก 7 กิโลกรัม จะมีไข่ถึง 200,000 ฟอง สามารถวางไข่ได้ในทุกฤดูหรือมากกว่านั้น ปลาที่มีลูกมาก จะช่วยเพิ่มจำนวนให้เลี้ยงเป็นปลาใหญ่ได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถทำอาชีพเพาะพันธุ์ลูกปลาขายได้อีกด้วย
      5. อดทน ตามธรรมดาปลาไนไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง และยังไม่เคยปรากฏว่าได้เคยเกิดโรคระบาดขึ้นแก่ปลาไนที่ทำการเลี้ยงเลย เว้นแต่ในฤดูร้อนถ้าเลี้ยงปลาไนในจำนวนที่หนาแน่นเกินไป ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเหล่านี้เป็นพยาธิที่เกาะกินเลือดปลา ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่กินอาหาร อาจถึงตายได้ เมื่อพ้นฤดูนี้ไปแล้วก็ไม่ค่อยปรากฏว่าเป็นโรคอื่นเลย สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้นนั้นโดยมากมักเนื่องมาจากคุณสมบัติของน้ำไม่ดี หรือน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่
      6. เนื้อมีรสดี เนื้อปลาไนใช้ประกอบเป็นอาหารที่นิยมแพร่หลายทั้งในประเทศไทย และประเทศต่าง ๆ เช่น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
      7. ไม่ทำลายกันเอง ปลาไนเป็นปลาที่ไม่กินลูกของตัวเองหรือปลาประเภทเดียวกัน
      8. นิยมเลี้ยงเป็นปลาแบบผสม โดยมีสูตรการเลี้ยงที่เกษตรกรรู้จักดี คือ "เลี้ยงตะเพียน นิล-ไน" สูตรนี้เหมาะสมมากสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด เช่น ในนาข้าว เพราะปลาทั้ง 3 ชนิดเป็นปลาตัวเล็ก ใช้ระยะเวลาเลี้ยงไม่นาน ประมาณ 3-5 เดือน ก็ได้ขนาดที่นิยมบริโภคแล้ว
      9. เลี้ยงปลาสวยงามได้ โดยเฉพาะปลาไนสีทอง ซึ่งเป็นปลาขนาดกลาง ลำตัวมีสีเหลืองทอง อาจมีรอยด่างดำอยู่ประปราย กินทั้งพืชและสัตว์น้ำเป็นอาหาร
      อัตราการปล่อย
      ปริมาณลูกปลาทั้งหมดไม่ควรเกิน 2,000 ตัว/ไร่
                  - ตะเพียน 500-700 ตัว/ไร่
                  - นิล 500 ตัว/ไร่
                  - ไน 100 ตัว/ไร่
      ปลาไนขุดคุ้ยเก่ง ช่วยกระตุ้นให้ปลาตะเพียนและปลานิลกระตือรือร้นในการหากิน