| ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลาไน |
1. รูปร่างลักษณะและนิสัย
ปลาไน เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง
เป็นปลาที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างลักษณะคล้ายปลาตะเพียน มีเกล็ดกลมใหญ่ทั่วตัว
นอกจากส่วนหัวไม่มีเกล็ดปากเล็กไม่มีฟัน ริวฝีปากหนาและมีหนวดสี่เส้น ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยวยาวส่วนสีของปลาไน
แม้จะไม่เหมือนกันตามภูมิประเทศที่อยู่ของมันก็ตาม โดยมากมักจะเป็นสีเงินปนเทา
บางทีก็เหลืองอ่อน บางตังจะเป็นสีทองตลอดตัว
ปลาไนชอบอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง
หนองบึง ที่มีพื้นเป็นดินโคลนแระแสน้ำไหลอ่อนเกือบจะนิ่ง ชอบอยู่ในน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น
ไม่ชอบน้ำใสจนเกินไป ปกติชอบวางไข่ในที่ตื้น เป็นปลาที่อดทนต่อดินฟ้าอากาศ
ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้รวดเร็ว ปกติปลาไนมีนิสัยขี้ขลาด แต่ก็สามารถฝึกให้เชื่องได้โดยวิธีการให้อาหาร
กล่าวคือ ต้องระวังอย่าให้ปลาตกใจหรือกลัวจนเกินไปหากว่ากลัวหรือตกใจเสียครั้งหนึ่งแล้ว
กว่าจะทำให้คุ้นเคยหรือเชื่องได้อีกก็กินเวลานาน
2. ลักษณะเพศและฤดูการวางไข่
ลักษณะเพศ รูปร่างลักษณะภายนอกของปลาไน
เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก การสังเกตลักษณะเพศต้องอาศัยความชำนาญเพศเมียมีลำตัวป้อม
ช่วงท้องตอนล่างอวบใหญ่แบน ส่วนเพศผู้มีลำตัวเรียวยาว โดยเฉพาะในฤดูวางไข่
เพศเมียท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองจ้าง พื้นท้องนิ่มหากเอามือบีบท้องปลาเบา
ๆ ไข่จะไหลออกมาทางช่องเพศ ส่วนปลาเพศผู้พื้นท้องไม่อูมเป่ง แต่จะมีความตึงค่อนไปทางแข็ง
ถ้าเอามือบีบท้องไล่มือไปทางช่องทวารเบา ๆ จะมีน้ำสีขาว ๆ คล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ถ้าเอามือลูบที่แก้มหรือเกล็ดตามตัวของเพศผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะรู้สึกสาก
ส่วนเพศเมียจะมีลักษณะลื่นกว่า
การเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาไนควรเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่พอสมควร โดยปล่อยในอัตราประมาณ
400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ให้อาหารร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว โดยให้อาหารสำเร็จรูปโปรตีนประมาณร้อยละ
15-18 หรืออาจใช้อาหารประเภทอื่น ๆ เช่น ปลายข้าวต้มผสมรำ และดูแลคุณสมบัติของน้ำให้ดีอยู่เสมอ
ฤดูวางไข่ ในประเทศ ปลาไนสามารถวางไข่ได้ในทุกฤดู
โดยทั่วไปปลาไนที่ใช้ทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ขนาดความยาว
25 เซนติเมตร แม่พันธุ์ปลาไนที่มีความสมบูรณ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี
ในรอบปีหนึ่งอาจวางไข่ผสมพันธุ์ได้ถึง 4 ครั้ง ดังนี้
|
เดือน
|
การวางไข่และอนุบาลลูกปลาไน
|
|
กุมภาพันธ์
|
วางไข่ครั้งที่1 |
ผสมพันธุ์ไข่และอนุบาลลูกปลาในกระชังไนลอนตาถี่ |
|
มีนาคม
|
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน |
|
|
เมษายน
|
วางไข่ครั้งที่
2 |
ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
พฤษภาคม
|
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน |
|
|
มิถุนายน
|
วางไข่ครั้งที่
3 |
ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
กรกฎาคม
|
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน |
|
|
สิงหาคม
|
วางไข่ครั้งที่
4 |
ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
กันยายน
|
ช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมกราคมของแต่ละปีเป็นช่วงฤดูหนาวอาหารตามธรรมชาติมีน้อย
ปลาทุกชนิดอยู่ในระยะพักตัว ไม่วางไข่ผสมพันธุ์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำการบำรุงพ่อแม่ปลาให้มีความสมบูรณ์
เตรียมบ่อ ตากบ่อ เพื่อทำการผสมพันธุ์ต่อไป |
|
ตุลาคม
|
|
พฤศจิกายน
|
|
ธันวาคม
|
|
มกราคม
|
การเพาะพันธุ์ปลาไนเลียนแบบธรรมชาติ
ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฤดูกาล กล่าวคือ
1)
เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว อากาศเริ่มอบอุ่น ไม่ร้อนจนเกินไป
จึงเหมาะที่จะทำการผสมพันธุ์พ่อ-แม่ปลาไนในกระชังไนลอนตาถี่และใช้กระชังดังกล่าวเป็นที่วางไข่
อนุบาลปลาไนจนแข็งแรง แล้วปล่อยเลี้ยงในบ่อ ต่อเนื่องกันไป
2)
เดือนเมษายน เป็นฤดูร้อน อุณหภูมิในน้ำสูง แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการผสมพันธุ์ของพ่อ-แม่ปลาไน
แต่ความร้อนของน้ำจะทำให้ไข่ของปลาสุกไม่ฟักเป็นตัวเกิดความเสียหาย ดังนั้น
หลังจากปลาไนวางไข่แล้วต้องนำไข่มาฟักและอนุบาลลูกปลาระยะแรกในบ่อซีเมนต์ที่อยู่ในร่ม
3)
เดือนมิถุนายนและเดือนสิงหาคม เป็นฤดูฝน น้ำฝนที่เคลือบบนผิวน้ำในกระชัง
จะทำปฏิกิริยากับไข่ปลา ทำให้เกิดการสูญเสียได้ จึงต้องนำไข่ปลาไนที่ผสมแล้วในกระชังมาฟักและอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์เช่นเดียวกับการเพาะพันธุ์ปลาในเดือนเมษายน
3. ลักษณะของไข่ปลาไน
ไข่ของปลาไนมีลักษณะกลม
เล็ก สีเทาอ่อน มีเมือกเหนียว ไข่จะติดกับพันธุ์ไม้น้ำหรือต้นหญ้าที่อยู่ในน้ำ
ถ้าไม่มีที่ติด ไข่จะจมลงก้นบ่อและเสียไม่ฟักเป็นตัว ขนาดของไข่วัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ
1 มิลลิเมตร ฟักออกเป็นตัวภายใน 48 ชั่วโมง
4. การคัดเลือก และการเตรียมพันธุ์
การคัดเลือกพันธุ์ปลา
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรจะเลือกพันธุ์ปลาที่มีรูปร่างงาม ถูกลักษณะ
ทั้งแข็งแรงไม่เป็นโรค มีเกล็ดเป็นแถวได้ระเบียบ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน
ถ้าได้พันธุ์ปลาจำนวนนี้ไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์แล้ว ถึงแม้จะเลี้ยงบกพร่องบ้าง
ปลาก็ยังเจริญเติบโตรวดเร็ว ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ปลาไว้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ในปีต่อ
ๆ ไป จึงจำเป็นต้องถือหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำการคัดเลือกให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย
ๆ
ก่อนที่จะผสมพันธุ์ควรทำการเลี้ยงดูพ่อ-แม่ปลาด้วยอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน
เช่น อาหารประหลาดุกใหญ่ เพื่อให้ปลาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ทั้งจะเป็นการบำรุงกำลังไม่ให้ปลาอ่อนแอ
ต่อจากนั้นให้ทำการแยกขังพ่อและแม่ปลาออกจากกัน 1-2 วัน แล้วจึงนำไปปล่อยลงในที่ผสมพันธุ์
5. กฎเกณฑ์ในการผสมพันธุ์
ปลาไนเพศเมียตามธรรมดาเป็นปลาที่มีไข่มาก
น้ำเชื้อของปลาไนเพศผู้เพียงตัวเดียว ไม่อาจใช้ผสมได้เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องใช้เพศผู้มากกว่าเพศเมียในอัตราปลาเพศผู้
2 ตัว ต่อ ปลาเพศเมีย 1 ตัว
ปลาไนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีคุณลักษณะเหมาะแก่การเลี้ยง
กล่าวคือ
1.
เลี้ยงง่าย เพราะเป็นปลาที่กินอาหารตามธรรมชาติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในน้ำ
ลูกน้ำ แหนเป็ด ไข่น้ำ รากและใบผักบุ้ง ผักแพงพวย ลูกกุ้ง ลูกหอย แต่ถ้าให้รำ
หนอน และแมลงเพิ่มเติมจะทำให้โตเร็วขึ้น
2.
โตเร็ว ปลาไนอายุได้ 6 เดือน จะมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมขึ้นไปสามารถจับขายได้แล้ว
โดยทั่วไป ปลาไนที่เลี้ยงในบ่อได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีอัตราการเจริญเติบโต
ดังนี้
|
อายุปลา
|
ความยาว
(เซนติเมตร)
|
น้ำหนัก
(กิโลกรัม)
|
|
3
เดือน
|
18
|
0.1
|
|
6
เดือน
|
30
|
0.6
|
|
1
ปี
|
39
|
1.0
|
|
2
ปี
|
44
|
1.8
|
|
3
ปี
|
51
|
7.2
|
3. หาพันธุ์ได้ง่าย
พันธุ์ปลาไนนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายจากบ่อเลี้ยงปลากินพืชทั่วไปแล้ว ผู้เลี้ยงยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาไนใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติได้ผลดี
อัตราการสูญเสียลูกปลาไม่มากนัก
4.
มีลูกมาก แม่ปลาไนที่มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ
40,000 ถึง 50,000 ฟอง และน้ำหนัก 7 กิโลกรัม จะมีไข่ถึง 200,000 ฟอง สามารถวางไข่ได้ในทุกฤดูหรือมากกว่านั้น
ปลาที่มีลูกมาก จะช่วยเพิ่มจำนวนให้เลี้ยงเป็นปลาใหญ่ได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถทำอาชีพเพาะพันธุ์ลูกปลาขายได้อีกด้วย
5.
อดทน ตามธรรมดาปลาไนไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง และยังไม่เคยปรากฏว่าได้เคยเกิดโรคระบาดขึ้นแก่ปลาไนที่ทำการเลี้ยงเลย
เว้นแต่ในฤดูร้อนถ้าเลี้ยงปลาไนในจำนวนที่หนาแน่นเกินไป ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเหล่านี้เป็นพยาธิที่เกาะกินเลือดปลา
ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่กินอาหาร อาจถึงตายได้ เมื่อพ้นฤดูนี้ไปแล้วก็ไม่ค่อยปรากฏว่าเป็นโรคอื่นเลย
สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้นนั้นโดยมากมักเนื่องมาจากคุณสมบัติของน้ำไม่ดี
หรือน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่
6.
เนื้อมีรสดี เนื้อปลาไนใช้ประกอบเป็นอาหารที่นิยมแพร่หลายทั้งในประเทศไทย
และประเทศต่าง ๆ เช่น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
7.
ไม่ทำลายกันเอง ปลาไนเป็นปลาที่ไม่กินลูกของตัวเองหรือปลาประเภทเดียวกัน
8.
นิยมเลี้ยงเป็นปลาแบบผสม โดยมีสูตรการเลี้ยงที่เกษตรกรรู้จักดี คือ
"เลี้ยงตะเพียน นิล-ไน" สูตรนี้เหมาะสมมากสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด
เช่น ในนาข้าว เพราะปลาทั้ง 3 ชนิดเป็นปลาตัวเล็ก ใช้ระยะเวลาเลี้ยงไม่นาน
ประมาณ 3-5 เดือน ก็ได้ขนาดที่นิยมบริโภคแล้ว
9.
เลี้ยงปลาสวยงามได้ โดยเฉพาะปลาไนสีทอง ซึ่งเป็นปลาขนาดกลาง
ลำตัวมีสีเหลืองทอง อาจมีรอยด่างดำอยู่ประปราย กินทั้งพืชและสัตว์น้ำเป็นอาหาร
อัตราการปล่อย
ปริมาณลูกปลาทั้งหมดไม่ควรเกิน
2,000 ตัว/ไร่
-
ตะเพียน 500-700 ตัว/ไร่
-
นิล 500 ตัว/ไร่
-
ไน 100 ตัว/ไร่
ปลาไนขุดคุ้ยเก่ง
ช่วยกระตุ้นให้ปลาตะเพียนและปลานิลกระตือรือร้นในการหากิน