|
|
| |
HOME
|
หมวดเกษตรกรรม
|
หมวดศิลปกรรม
|
หมวดคหกรรม
|
|
 |
การปลูกกล้วยไม้ไทยสกุลต่าง
|
ตอนที่ 2 ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ไทยสกุลกุหลาบ
ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย
เราสามารถพบกล้วยไม้ไทยสกุลกุหลาบได้ในป่าของประเทศไทยทั่ว
ๆ ไปโดยจะพบเกาะอาศัยอยู่
ตามต้นไม้ อาจพบเป็นต้นเดียวโดด ๆ หรือพบขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ บางต้นก็มียอดเดียว
บางต้นก็แตกเป็น
กอ มีหลายยอด เมื่อต้นสูงหรือยาวขึ้นจะห้อยย้อยลงมา แต่ปลายยอดยังคงชี้ขึ้นข้างบน
ส่วนช่อดอกจะโค้งปลายช่อลงและส่วนใหญ่จะห้อยระย้าลงมา
กล้วยไม้สกุลกุหลาบมีการเจริญเติบโตแบบฐานเดี่ยว
การจำแนกชนิดตามหลักพฤกษศาสตร์
การจำแนกทางพฤกษศาสตร์ โดยหลักทางอนุกรมวิธาน
ซึ่งอาศัยข้อแตกต่างของรูปร่าง ลักษณะ
และส่วนประกอบของดอกเป็นหลัก
ลักษณะเฉพาะของแต่ละชนิด
1. กุหลาบกระเป๋าปิด (Aerides odorata Lour. - แอริดิส
โอโดราตา)
กุหลาบกระเป๋าปิดเป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวในสกุลนี้ที่ส่วนปลายปากแคบกว่าหู
และทั้ง 2 ส่วนจะพับขึ้นมาปิดเส้าเกสรไว้ พบขึ้นอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
นอกจากนั้นยังพบในลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
พม่า อินเดีย เนปาล และภูฎาน สำหรับในประเทศไทยนั้น กุหลาบกระเป๋าปิดจากป่าภาคใต้นะมีลักษณะแตกต่างจากป่าภาคเหนือเล็กน้อย
กุหลาบกระเป๋าปิดมีลำต้นปิดเป็นเกลียวเล็กน้อย และต้นห้อยย้อยลงแต่ละต้นมักแตกแขนงเป็นหลายยอด
ต้นอาจยาวถึง 1 เมตรครึ่ง ใบยาวประมาณ 25 เซนติเมตร กว้าง 3 เซนติเมตร
ปลายใบหยักไม่เท่ากัน ใบค่อนข้างบางและไม่แข็งทื่อ ขอบใบบิดเล็กน้อย ออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
ช่อดอกยาวประมาณ 40 เซนติเมตร และห้อยลง แต่ละช่อมีประมาณ 30 ดอก แต่ละดอกกว้างประมาณ
3 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว ปลายกลีบเป็นสีม่วงอมแดงอ่อน ๆ ส่วนปลาบปากเป็นสีม่วง
เดือยดอกโค้งงอนขึ้นคล้ายเขาดอกมีกลิ่นหอมและบานนานประมาณ 2 สัปดาห์
สำหรับกุหลาบกระเป๋าปิดที่พบทางภาคเหนือ จะมีลักษณะแตกต่างออกไปเล็กน้อย
คือต้นจะตั้งตรงและปิดน้อยกว่า ใบสั้นกว่าและหนากว่า ก้านส่งช่อดอกแข็งทำให้ช่อดอกโค้งลงเพียงเล็กน้อย
จากการตรวจนับจำนวนโครโมโซม พบว่ากุหลาบกระเป๋าปิดจากภาคเหนือจะมีโครโมโซมมากกว่าปกติเป็น
2 เท่า ในทางพันธุศาสตร์เรียกพวกนี้ว่า เตตราพลอยด์ (tetraploid-4N) ส่วนพวกที่มีโครโมโซมจำนวนปกติเช่นที่พบทางภาคใต้
เรียกว่า ดิพลอยด์ (diploid-2N)
2. กุหลาบกระเป๋าเปิด (Aerides falcate Lindl.-แอริดิส
ฟาลคาตา)
กุหลาบกระเป๋าเปิดเป็นกล้วยไม้ที่มีปลายปากกว้าง
ยื่นไปข้างหน้า มีเดือยดอกค่อนข้างตรง ซ่อนอยู่ใต้ปลายปาก อยู่ชิดขนานกับปลายปาก
ใบยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร กว้าง 2-4 เซนติเมตร พบขึ้นอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยและยังพบในแควันอัสสัม
ประเทศอินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามชื่อกุหลาบกระเป๋าเปิด อาจจะทำให้สับสนเล็กน้อย
เพราะกล้วยไม้ในสกุลกุหลาบ
นี้มีปลายปากเป็น 2 แบบ คือ กระเป๋าปิด หมายถึงปลายปากพับเข้ามาปิดเส้าเกสร
กับกระเป๋าเปิด หมายถึงปลายปาเปิดอ้าออก ในขณะเดียวกันคำว่ากระเป๋าเปิดยังหมายถึงกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง
ที่กำลังกล่าวถึงนี้ด้วยส่วนกระเป๋าปิดนันั ก็หมายถึงกล้วยไม้ชนิดหนึ่งด้วยเช่นกัน
แต่จะไม่สับสนเพราะในประเทศไทยพบกุหลาบกระเป๋ปิดเพียงชนิดเดียว กุหลาบที่มีกระเป๋าปิดชนิดอื่น
ๆ ไม่พบในประเทศไทยกุหลาบกระเป๋าเปิดออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
มีกลิ่นหอม ช่อดอกห้อย พื้นกลีบดอกเป็นสีขาว มีแต้มสีม่วงอมชมพูที่ปลายกลีบ
3. กุหลาบเหลืองโคราช (Aerides houlettiana Rchb.f.
- แอริดิส ฮูเลทเทียนา)
กุหลาบเหลืองโคราชมีลักษณะดอกคล้ายกุหลาบกระเป๋าเปิดแต่มักมีพื้นกลีบเป็นสีเหลืองแทนท
ี่จะเป็นสีขาว ดอกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นตะไคร้ ความยาวของใบและของช่อดอกจะสั้นกว่ากุหลาบกระเป๋าเปิด
ในประเทศไทยพบเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบในลาว กัมพูชา และเวียดนามด้วย
กุหลาบเหลืองโคราชออกดอกประมาณเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมจุดเด่นของกุหลาบเหลืองโคราช
อยู่ตรงที่มีสีเหลือง แต่ก็มีความผิดเพี้ยนกันไปในแต่ละต้น คือ อาจมีสีเหลืองเข้ม
เหลืองอ่อน หรือบางต้นมองไม่เห็นสีเหลืองเลย ในการคัดพันธุ์ควรเลือกสีเหลืองเข้มเป็นหลักเพราะกล้วยไม้สกุลนี้
ในประเทศไทยมีชนิดนี้เพียงชนิดเดียวที่ดอกมีสีเหลือง
4. กุหลาบแดง (Aerides crassifolia Parish ex Burbidge
- แอริดิสคราสสิโฟเลีย)
กุหลาบแดงเป็นกุหลาบที่มีเดือยดอกยาวเห็นได้ชัดเจน
เดือยงอนขึ้นและไม่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปลายปาก ใบมักจะสั้นกว่า 18 เซนติเมตร
กว้าง 4-5 เซนติเมตร ใบหนา ผิวใบอาจย่นมากหรือน้อย โดยย่นตาม
ขวางของใบ ในประเทศไทยพบที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งที่นครนายก
และกาญจนบุรี นอกประเทศไทยพบในพม่า ลาว และเวียดนามกุหลาบแดงออกดอกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
มีช่อดอกสั้นช่อหนึ่งมีประมาณ 10 ดอกเท่านั้น ดอกเป็นสีม่วงแดงการจัดระเบียบดอกในช่อไม่งดงาม
หมือนชนิดอื่น ๆ
5. กุหลาบอินทจักร (Aerides flabellate Rolfe ex
Downie - อิริดิส ฟลาเบลลาตา)
กุหลาบอินทจักรเป็นกุหลาบเดือยยาวชนิดเดียวที่ฝาครอบอับเรณูกว้างและมนซึ่งชนิดอื่นจะแหลม
เป็นปากกา ในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคเหนือ และพบในพม่า ลาว และมณฑลยูนานของจีน
กุหลาบอินทจักรมีสีดอกเขียวอมเหลือง และมีแต้มสีน้ำตาลอมม่วง ก้านช่อดอกค่อนข้างแข็ง
ช่อดอกจึงมักขนานหรือโค้งลงเล็กน้อย แทนที่จะห้อยย้ายลงมาจุดเดนของกุหลาบชนิดนี้
อยู่ที่มีเดือยยาวและงอน จนปลายเดือยชี้กลับเข้าไปหาตัวดอก อาจเรียกว่ากล้วยไม้เดือยงามก็ได้
6. กุหลาบน่าน กุหลาบเอราวัณ กุหลาบไอยรา (Aerdes
rosea Loddiges ex Lindl.
& Paxt. - แอริดิส โรซี หรือ Aerodes fieldingii Lodd. Ex Morren)
กุหลาบน่านเป็นพวกที่มีเดือยดอกสั้นมาก เห็นเป็นตุ่มขนาดใหญ่ มีปลายปากเป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจน
ปลายใบหยักกลางแต่หยักไม่เท่ากันในประเทศไทยพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอน
บนเท่านั้น และพบน้อยมากนอกจากนี้ยังพบในภูฏาน อินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม
และมณฑนยูนนานของจีน
กุหลาบน่านช่อดอกมีก่านส่งแข็ง ชี้เฉียงลง แต่ส่วนช่อที่ติดดอกจะโค้งห้อยลง
ถ้าต้นสมบูรณ์ช่อดอกจะแตกแขนงด้วย
7. กุหลาบมาลัยแดง (Aerides multiflora Roxb. - แอริดิส มัลติฟลอรา)
กุหลาบมาลัยแดงเป็นกล้วยไม้ที่มีดอกคล้ายกุหลาบน่าน ต่างกันตรงที่ปลาบปากแทนที่จะเป็นรูปสามเหลี่ยม
กลับเป็นรูปหัวใจปลายสุดของปากป้านและหยักกลาง ในประเทศไทยพบในภาคเหนือ
อีสาน และที่นครนายก ชลบุรี และกาญจนบุรี นอกประเทศไทยพบในเนปาล สิกขิม
ภูฏาน อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามโดยทั่วไปจะมีกลีบดอกสีม่วงแดงมักจะมีสีจางจนถึงขาวที่โคนกลีบ
และสีจะเข้มขึ้น ๆ จนเข้มที่สุดที่ปลายกลีบช่อดอกจะแตกแขนงถ้าเลี้ยงให้สมบูรณ์และอากาศเย็นออกดอกในเดือนเมษายน
ถึงพฤษภาคม เคยพบต้นที่ดอกมีสีขาวล้วน จึงเรียกว่า "มาลัยเผือก"กุหลาบมาลัยแดงมีลำต้นแข็งแรง
ล่ำสัน ใบหนาและโค้ง ใบซ้อนกันถี่ ใบกว้างประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 15-25
เซนติเมตร ช่อดอกโค้งห้อยยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ก้านช่อมักมีสีคล้ำเกือบดำ
ออกดอกเบียดชิดกันแน่นช่อ
8. กุหลาบชมพูกระบี่หรือพวงชมพู (Aerides krabiense
Seidenf. - แอริดิส กระบี่เอนเซ)
กุหลาบชมพูกระบี่หรือพวงชมพูเป็นพวกที่มีเดือยดอกสั้นมาก ใบแคบ หนา และห่อเป็นรูปตัววี
หลายใบแหลม ปลายปากกว้าง มน ต้นมักแตกเป็นกอ พบครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่
ต่อมาพบในจังหวัดใกล้เคียงกันด้วย เช่นที่พังงา รวมทั้งตามเกาะต่าง ๆ ในบริเวณนั้น
และพบที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียด้วย โดยจะพบขึ้นอยู่ตามหน้าผาริมทะเลที่ได้ราบแสงแดดเต็มที่
กุหลาบชมพูกระบี่มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ ในสกุลกุหลาบด้วยกัน
ที่พบในประเทศไทยมีใบแคบหนา ปลายใบโค้งงอใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว
6-12 เซนติเมตร ผิวใบมักจะมีจุดประสีม่วงแดงอยู่ทั่วไป จุดประจะปรากฏมากขึ้นเมื่อถูกแดดจัด
และอากาศแห้งแล้งซึ่งเป็นไปเช่นเดียวกับใบเข็มแดง
กุหลาบชมพูกระบี่ออกดอกระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ช่อดอกยาวประมาณ 15-25
เซนติเมตร ช่อเอนขนานไปกับใบ ปลายช่อโค้งลง บางต้นพบช่อดอกแตกแขนงด้วย
ดอกมีพื้นขาว มีจุดประสีม่วงแดง หรือชมพูเข้มกลางแผ่นปากมีสีแดงเข้ม ดอกคล้ายกุหลาบมาลัยแดง
หรือกุหลาบน่าน จุดสังเกตที่เด่นชัดคือลักษณะของปลายปากที่แตกต่างกัน คือ
กุหลาบน่านปลายปากเป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจน กุหลาบมาลัยแดงปลายปากป้านและหยักกลาง
ส่วนกุหลาบชมพูกระบี่ปลายปากกว้างและมน
|
| แบบทดสอบตนเองก่อนเรียน |
ตอนที่
1 ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้และ
คุณค่าของกล้วยไม้ไทยสกุลต่าง ๆ |
ตอนที่
2
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ไทยสกุลกุหลาบ >>> |
ตอนที่
3
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ไทยสกุลช้าง |
ตอนที่
4
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ไทยสกุลสิงห์โตกลอกตา |
ตอนที่
5
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้ไทยสกุลเข็ม |
ตอนที่
6
การปลูกและการปฏิบัติบำรุงรักษากล้วยไม้ |
ตอนที่
7
การขยายพันธุ์ของกล้วยไม้ |
ตอนที่
8
โรคและศัตรูของกล้วยไม้และการป้องกันกำจัด |
| แบบทดสอบตนเองหลังเรียน |
|
|
 |
 |
 |