HOME
หมวดเกษตรกรรม
หมวดศิลปกรรม
หมวดคหกรรม
 
การเลี้ยงปลาสวยงามเล่ม 1
การเลี้ยงปลาสวยงามเล่ม 2
ข่อย:ไม้ดัดของไทย
การปลูกออุ่น
การปลูกกล้วยไม้ไทยสกุลต่าง ๆ
การเพาะพันธุ์ปลาไน
การเลี้ยงปลาสวาย

ข่อย : ไม้ดัดของไทย

ตอนที่ 1
ความรู้เรื่องไม้ดัด

ความรู้เรื่องไม้ดัด

    การแสวงหาความสุขในชีวิตเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกคน แต่ในสภาพปัจจุบันบ้านเมืองของเราเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว สภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลง ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องรีบเร่งขวนขวายประกอบอาชีพเพื่อปากท้องความอยู่รอดของตนและครอบครัว ทำให้ในแต่ละวัน มีเวลาว่างเหลือน้อยมากบางท่านใช้เวลาว่างนี้ สรรหากิจกรรมต่าง ๆ มาทำได้มากมายไม่มีวันหมดสิ้นแต่ก็หลายท่านที่ยังมองไม่เห็นว่ากิจกรรมใด จะเหมาะสมและทำได้ ก็มักจะปล่อยเวลาให้หมดไปโดยไร้คุณค่า
     การปลูกไม้ดัด จัดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและให้ความสุขทางใจได้ ทั้งนี้เพราะไม้ดัดนอกจากจะให้ความสวยงามในเชิงธรรมชาติแล้ว ยังเสมือนเป็นโอสถขนานวิเศษ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพทั้งร่างการและจิตใจ ลดความเครียดจากงานในหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
     ไม้ดัดเป็นหนึ่งในตัวแทนของธรรมชาติ ที่คนส่วนมากชมชอบ แต่ไม่ได้สนใจที่จะปลูกและบำรุงรักษาอย่างจริงจังโดยแต่ละท่านก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าราคาแพงหรือจะเริ่มต้นจากการนำต้นตอมาเลี้ยงแล้วดัดเองก็ต้องใช้เวลาหลายปีไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่พอ
     จริงอยู่การปลูกเลี้ยงไม้ดัดต้องอาศัยใจรักเป็นประการสำคัญมีความมานะอดทนรอคอย ดูแลประคบประหงมอยู่เสมอแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้เวลามากมายในการดูแลหากเราเลี้ยงไว้ดูเล่นสัก 2-3 ต้น เพื่อแสวงหาความสุข
     มีนักเล่นไม้ดันรุ่นเก่า ๆ ได้ให้นิยามเป็นเชิงเปรียบเทียบโดยเรียกไม้ดัดว่า "ไม้หัดนิสัย"
     ท่านที่เป็นผู้นำของบุตรหลานทั้งหลายอาจจะปลูกฝังโน้มน้าวจิตใจและพัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัยของบุตรหลานได้ โดยการเป็นผู้นำเลี้ยงไม้ดัด เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน พร้อมทั้งแนะนำให้เขาเลี้ยงเป็นการส่วนตัวบ้าง ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้อนุชนรุ่นหลังมีความรักในต้นไม้และธรรมชาติแวดล้อม เกิดความคิด ตระหนัก หวงแหน ทั้งยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ไม้ดัดเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยอีกด้วย

ลักษณะของไม้ดัดไทยและบอนไซ

     โดยทั่ว ๆ ไปถ้าเอ่ยถึงไม้ดัดแล้ว ก็จะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบางท่านอาจยังมีความเข้าใจที่สับสนไปบ้างโดยที่แยกแยะไม่ได้ว่า รูปแบบไหนเป็นไม้ดัดไทยและรูปแบบไหนเป็นบอนไซ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม้ดัดที่เป็นศิลปะประจำชาติ จะแตกต่างจากบอนไซของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง
     บอนไซของญี่ปุ่น เป็นการนำเอาต้นตอไม้ใหญ่หรือไม้ประดับที่เราปลูกเลี้ยงไว้มาดัดและจัดรูปทรงให้เหมือนไม้ใหญ่ตามธรรมชาติและปลูกเลี้ยงไว้ในกระถางแบน
     ไม้ดัดไทย เป็นการขุดเอาไม้ขนาดโตพอสมควรที่มีอยู่แล้วมาปลูก ให้มีชีวิตรอดแล้วเริ่มทำการตกแต่งกิ่งที่แตกขึ้นใหม่ ดัดให้เปลี่ยนสภาพรูปทรงต่างไปจากธรรมชาติดั้งเดิม โดยดัดรูปทรงให้เป็นไปตามแบบฉบับที่กำหนดไว้ หรือบางท่านก็จินตนาการขึ้นมาใหม่ นั่นก็ถือว่านอกแบบตำราตามใจรักใจชอบของบุคคลนั้น
     การปลูกเลี้ยงไม้ดัดในทวีปเอเซีย ดั้งเดิมนั้นมี 3 ประเทศเท่านั้น คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่นและไทย ในประเทศจีนคงเหลือให้เห็นเพียงในภาพวาดตามแจกัน กระถางต้นไม้และฝาผนังเท่านั้น ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั้งโลกก็ว่าได้
     สำหรับประเทศไทย การเลี้ยงไม้ดัดยังคงนิยมกันในวงแคบ ๆ ทั้งนี้เพราะการเลี้ยงดู การตกแต่งให้เป็นไปตามแบบดั้งเดิมนับว่ายุ่งยาก ต้องใช้ความมานะพยายามและใช้เวลา 4-5 ปีทีเดียว กว่าจะได้ไม้ดัดที่มีความงดงามตามศิลปะแบบไทย ๆ
     ฉะนั้น ไม้ดัดจึงเป็นการแสดงออกให้คนทั่วไปมองเห็นถึงศิลปะอันสวยสดงดงามของไทยเรา น่าที่เราและลูกหลานจะได้สืบทอดมรดกอันทรงคุณค่าให้อยู่ต่อไปนาน ๆ และทำให้มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับบอนไซของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ประวัติความเป็นมาของไม้ดัดไทย

     ไม้ดัดไทย เริ่มมีการปลูกเลี้ยงกันมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่ไม่แพร่หลายนัก จะมีก็เพียงในกลุ่มเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น การเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ทำให้การเลี้ยงไม้ดัดหยุดชะงักไประยะหนึ่งแล้วกลับมานิยมกันอีกครั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
     ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกไม้ดัดไว้ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็ยังมีให้เห็นอยู่ถึงปัจจุบันนี้
     หลักฐานเอกสารการเลี้ยงไม้ดัดเท่าที่พบ ปรากฏในกลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนย่องขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อเข้าหานางวันทอง ความว่า

กระถางแก้วเกดพิกุลแกม           ยี่สุ่นแซมมะสังดูไสว
สมอรัดดัดทรงสมละไม                 ตะขบข่อยตั้งไว้จังหวะกัน

     ตำราไม้ดัดมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนโดยหลวงมาคลรัตน์ (ช่วง ไกรฤกษ์) เขียนเป็นโคลงตำราไม้ดัด ในตำราได้กล่าวว่า ได้รับความรู้เรื่องไม้ดัดจากพระด้วง ซึ่งเดิมเป็นข้าราชการเคยดูและเรื่องไม้ดัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย