อาชีพ

HOME
หมวดเกษตรกรรม
หมวดศิลปกรรม
หมวดคหกรรม
  การทำดอกไม้จากกระดาษสา >> การจัดจำหน่ายการตลาด การผลิต และการจัดจำหน่าย

การทำดอกไม้จากกระดาษสา
   + แบบทดสอบตนเองก่อนเรียน
   + ความรู้เบื้องต้น
   + ขั้นตอนการทำดอกไม้
   + การนำดอกไม้กระดาษสาไปใช้งาน
   +
การจัดการการตลาด การผลิต และการจัดจำหน่าย
   + แบบทดสอบตนเองหลังเรียน

การทำลวดลายบนกระจก
การประดิษฐ์ดอกมะลิจากแป้งขนมปัง
โครงเครื่องเขินจากกระดาษ
การทำลวดลายและสีบนกระดาษสา
การเขียนลวดลายศิลาดลแบบประยุกต์








การจัดการการตลาด การผลิต และการจัดจำหน่ายดอกไม้จากกระดาษสา

การจัดการการตลาด

การจัดการการตลาด หมายถึง การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ด้านธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการวางแผนการผลิต การกำหนดราคา การจัดจำหน่าย ตลอดจนการดำเนินกิจการทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการ และบริการให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคพอใจ ทั้งในเรื่องราคาและบริการ ซึ่งแยกกล่าวได้ดังนี้


1. การวางแผนการผลิต

ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินธุรกิจการทำผลิตภัณฑ์กระดาษสา จะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ
1. ทุน ถ้าไม่มีทุนเป็นของตนเองต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ จะต้องพิจารณาว่าแหล่งเงินกู้นั้นมาจากไหน ถ้ากู้จากเอกชนก็ต้องเสียดอกเบี้ยแพงกว่าสถาบันการเงิน ถ้าเสียดอกเบี้ยแพงจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่
2. แรงงาน ถ้าสามารถใช้แรงงานในครอบครัวได้ก็จะสามารถลดรายจ่ายลงได้
3. วัตถุดิบ สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นหรือไม่ หากไม่มีในท้องถิ่นจะมีปัญหาเรื่องราคาและการขนส่งหรือไม่
4. การจัดการ หมายถึง การจัดการด้านตลาด การจัดจำหน่าย ก่อนอื่นต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายการกำหนดราคาขาย ราคาต้นทุน กำไร และการลงบัญชีเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจ ดังจะได้แยกกล่าวพอเป็นสังเขป ดังนี้


2. การกำหนดราคาขาย

เมื่อทำการผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษสาขึ้นมาเพื่อการจำหน่าย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำหนดราคาขายที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้ในราคาไม่แพงจนเกินไป และผู้ขายก็พอใจที่จะขายเพราะได้กำไรตามที่ต้องการ การกำหนดราคาขายทำได้ดังนี้
1. ติดตามความต้องการของลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้กำหนดราคาขาย ถ้าลูกค้ามีความต้องการและสนใจมากก็จะสามารถตั้งราคาได้สูง
2. ตั้งราคาขายโดยบวกราคาต้นทุนกับกำไรที่ต้องการก็จะเป็นราคาขาย ในกรณีเช่นนี้จะต้องรู้ราคาต้นทุนมาก่อนจึงจะสามารถบวกกำไรลงไปได้ การตั้งราคาขายนี้ จะมีผลต่อปริมาณการขาย ถ้าตั้งราคาขายไม่แพง หรือต่ำกว่าราคาตลาดก็สามารถขายได้จำนวนมาก ผลที่ได้รับคือ ได้กำไรเพิ่มมากขึ้นด้วย
การกำหนดราคาขายมีหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องคำนึงถึงราคาที่สูงที่สุดที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้และราคาต่ำสุดที่จะได้เงินทุนคืน
สรุป หลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาขาย มีดังนี้
1. ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมาย
2. เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป
3. เพื่อรักษาหรือปรับปรุงส่วนแบ่งของการตลาด กล่าวคือ ตั้งราคาขายส่งถูกกว่าราคาขายปลีก เพื่อให้ผู้รับซื้อไปจำหน่ายปลีกจะได้บวกกำไรได้ด้วย
4. เพื่อแข่งขันหรือป้องกันคู่แข่งขันหรือผู้ผลิตรายอื่น
5. เพื่อผลกำไรสูงสุด
การกำหนดราคาขาย มีหลักสำคัญ คือ ราคาต้นทุน + กำไรที่ต้องการ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องราวการคิดราคาต้นทุนให้เข้าใจก่อน


3. การคิดราคาต้นทุน

การคิดราคาต้นทุน หมายถึง การคิดคำนวณราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มีค่าแรงค่าใช้จ่ายในการผลิต ประกอบด้วย ค่าเช่าสถานที่ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ฯลฯ การคิดราคาต้นทุนมีประโยชน์ คือ
1) สามารถตั้งราคาขายได้โดยรู้ว่าจะได้กำไรเท่าไร
2) สามารถรู้ว่ารายการใดที่ก่อให้เกิดต้นทุนสูง หากต้องการกำไรมากก็สามารถลดต้นทุนนั้น ๆ ลงได้
3) รู้ถึงการลดต้นทุนในการผลิตแล้วนำไปปรับปรุง และวางแผนการผลิตเพิ่มขึ้นได้
ต้นทุนการผลิตมี 2 อย่าง คือ
1. ต้นทุนทางตรง หมายถึง ต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบรวมทั้งค่าขนส่ง
2. ต้นทุนทางอ้อม หมายถึง ต้นทุนที่จ่ายเป็นค่าบริการต่าง ๆ เช่น ค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิง ทั้งนี้ ให้คิดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตโดยตรง แล้วนำต้นทุนทั้งสองอย่างมาคิดรวมกันก็จะได้เป็นราคาต้นทุนรวม
สรุป การกำหนดราคาขาย จะต้องคำนึงถึง
1. ต้นทุนทางตรง + ต้นทุนทางอ้อม คือ ต้นทุนรวม
2. การหากำไรที่เหมาะสม ทำได้โดยเพิ่มต้นทุนรวมขึ้นอีก 20-30%
ตัวอย่าง ต้นทุนรวมในการทำดอกไม้จากกระดาษสา 500 บาท
บวกกำไร 30% ของ 500 จะได้ = 150 บาท
ฉะนั้น ราคาขาย คือ ต้นทุน + กำไร
คือ 500 + 150 เท่ากับ 650 บาท
โดยทั่วไปร้านค้าปลีกจะกำหนดราคาขาย โดยการบวกกำไรที่ต้องการเข้ากับราคาต้นทุนการผลิตสินค้านั้น ๆ แต่บางรายก็กำหนดราคาสูง สำหรับการผลิตระยะเริ่มแรก เพราะความต้องการของตลาดค่อนข้างสูงในระยะเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงราคาขายอาจมีผลให้ยอดลดหรือเพิ่มขึ้นแล้วแต่ภาวะแวดล้อม จึงต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงสามารถคิดราคาขายได้ง่าย ๆ ดังนี้
ราคาขาย = ราคาทุน (ต้นทุน + ค่าแรง) + กำไรที่ต้องการ

การผลิตและการจัดจำหน่าย
1. ประเภทของการจัดจำหน่าย มี 2 แบบ คือ
1) การจำหน่ายแบบสั้น คือ การนำสินค้าจากผู้ผลิตสู่ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าย่อยถึงผู้ซื้อหรือผู้บริโภคโดยตรง
2) การจัดจำหน่ายแบบยาว คือ การนำสินค้าจากผู้ผลิต (บ้าน) ถึงร้านค้าขายส่ง แล้วร้านค้าขายส่งจำหน่ายต่อไปยังร้านค้าขายปลีก ร้านค้าขายปลีกจำหน่ายต่อไปยังผู้บริโภค
สรุป การทำให้สินค้าที่ผลิตขึ้นสามารถขายได้จำนวนมาก มีวิธีดำเนินการได้หลายรูปแบบ คือ
1. จากผู้ผลิต ถึง ร้านขายส่ง ถึง ร้านขายปลีก ถึง ผู้ซื้อหรือผู้บริโภค
2. จากผู้ผลิต ผ่าน นายหน้า ถึง ร้านค้าปลีก ถึง ลูกค้า
3. จากผู้ผลิต ผ่าน นายหน้า ลูกค้า (ผู้บริโภค) โดยตรง โดยระบบการขายฝากและสร้างภาพพจน์ของสินค้า จูงใจผู้ซื้อด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีวิธีการส่งเสริมการจำหน่ายที่ได้ผลอีก 2 ประการ คือ
1. การให้ข้อมูลจูงใจผู้ซื้อและภาพพจน์ของสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการ
2. ภาพพจน์ของสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการ และพอใจทำให้สินค้านั้นมีค่าและมีราคาในตัวเองมากกว่าวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม
2. คุณภาพและมาตรฐานของสินค้า
จะต้องผลิตให้ตรงกับความต้องการและรสนิยมของกลุ่มเป้าหมายทั้งในด้านรูปแบบสีสัน และประโยชน์ใช้สอย
3. การโฆษณา ประชาสัมพันธ์
การทำการค้าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ซื้อรู้จักสินค้า สื่อที่ใช้ในการนี้อาจจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับแนะนำสินค้า หรืออาจจะทำเป็นแคตตาล็อกตัวอย่างสินค้า ป้ายโฆษณา นิทรรศการออกร้านแสดงสินค้า ตลอดจนโฆษณาผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์

การทำบัญชีเงินสดเบื้องต้น
การทำบัญชี คือ การทำบันทึกรายการซื้อ - ขาย ทุกอย่างในการดำเนินธุรกิจที่สามารถคิดเป็นตัวเงินได้ไว้เป็นหลักฐาน โดยบันทึกรายการรับไว้ด้านซ้ายมือ รายการจ่ายไว้ขวามือ เหตุผลที่ว่าทำไมต้องทำบัญชีเงินสด ก็เพื่อควบคุมการรับ-จ่ายเงินของกิจการให้อยู่ในระบบ เพื่อรู้ยอดรายรับ-รายจ่าย และหากำไรเบื้องต้น โดยการทำบัญชีเงินสดประจำเดือนทุก ๆ เดือน และเพื่อทราบผลความเจริญก้าวหน้าของกิจการโดยวิธีการทำบัญชีเงินสดง่าย ๆ ดังนี้
ตัวอย่างบัญชีเงินสด
การเข้าสู่ระบบการทำธุรกิจการทำดอกไม้จากกระดาษสา
มีแนวทางดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 ศึกษาโอกาสการตลาดและโอกาสการผลิต
การศึกษาโอกาสการตลาด หมายถึง การศึกษาสภาพความจริงหรือข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ หากผลิตสินค้าขึ้นมาแล้วจะสามารถขายได้ เช่น การเปิดตลาดขึ้นมาใหม่ หรือการได้รับส่วนแบ่งของตลาดจำหน่ายที่มีอยู่เดิม โดยศึกษาจากประเด็นต่อไปนี้

1. กลุ่มเป้าหมายประชากรผู้ซื้อ
2. นิสัยการซื้อหรือการบริโภค ตลอดจนรสนิยม
3. ความสามารถในการซื้อ
4. วิธีการซื้อ หรือวิธีที่จะเข้าถึงผู้ซื้อ เวลา สถานที่
5. รูปแบบการซื้อ เช่น รายชิ้น หรือจำนวนมาก หรือต้องการมีของแถม
การศึกษาโอกาสการผลิต หมายถึง การศึกษาสภาพความจริงหรือข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะสามารถดำเนินการผลิตสินค้า เช่น การก่อตั้งกิจการใหม่ หรือการซื้อช่วงกิจการผู้อื่น หรือรับทำธุรกิจเช่าช่วงสิทธิ์ มีประเด็นที่ควรศึกษา ได้แก่

1. ทำเลที่ตั้ง
2. วัตถุดิบ บุคลากรที่ต้องใช้ และแหล่งที่จะได้มา
3. เงินทุนและแหล่งที่ได้มา
4. การเสียภาษี
5. กิจการของผู้อื่นที่ทำอยู่แล้ว และ/หรือคู่แข่ง


ขั้นที่ 2 การวางแผนการตลาดและการผลิต
หมายถึง การจัดตั้งระบบการทำงานที่ครบวงจรตามหลักการและการตัดสินใจเลือกตัวเลือกต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในแผนริเริ่มอาชีพ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตและการจำหน่าย ซึ่งโดยปกติจะครอบคลุมการจัดการในเรื่องต่อไปนี้

1. การทำความตกลงกับผู้ซื้ออย่างแน่ชัดเรื่องจำนวนที่ต้องการ และคุณภาพของสิ่งผลิต ราคาต่อหน่วย วิธีการขนส่งและการรับมอบสินค้าตลอดจนเงื่อนไขผูกพันอื่น ๆ
2. การทำความตกลงกับผู้จัดส่งวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิต ตลอดจนแรงงานและปัจจัยในการผลิตอื่น ๆ ที่จะต้องรับมาจากแหล่งภายนอก
3. การจัดตั้งระบบการผลิตและการจำหน่ายสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การติดตั้งเครื่องมือ การจัดที่พักอาศัยให้แก่คนงาน การต่อสายโทรศัพท์ การจัดระบบขนส่งและสิ่งของ การบริหารการเงิน การภาษี และอื่น ๆ
4. การทดลองเดินเครื่องระบบการผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้เกณฑ์ที่กำหนด

ขั้นที่ 3 การดำเนินการตลาดและการผลิต

การตัดสินใจดำเนินการตลาดและการผลิตตามแผนที่กำหนดไว้โดยทั่วไปแล้วมีสิ่งที่ควรคำนึงถึงในขั้นตอนนี้ ได้แก่
1. ให้ระบบการตลาดและการผลิตแต่ละจุดดำเนินไปตามเกณฑ์ คือ คุณภาพ ความรวดเร็วและแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด
2. แก้ปัญหาเรื่องบุคลากร และเครื่องมืออุปกรณ์ทันทีที่ทำงานไม่ได้ เพื่อมิให้มีอุปสรรคเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
3. ควรมีการบำรุงขวัญคนงาน ซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์โดยการจัดกะทดแทนอย่างเหมาะสม
4. การประเมินล่วงหน้าถึงความพร้อมเพรียงของปัจจัยการผลิตและการตลาดเพื่อมิให้มีอุปสรรคเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย

ขั้นที่ 4 การประเมินผลการตลาดและการผลิต

หมายถึง การประเมินทบทวนย้อนหลังเกี่ยวกับการดำเนินการ ขั้นที่ 2, 3 และ 4 ที่ผ่านมา เพื่อให้ทราบว่า ประสบความสำเร็จในเรื่องใดหรือจุดใด และมีอุปสรรคหรือความล้มเหลวในเรื่องใดหรือจุดใด ตามหลักการและวิธีการประเมิน ซึ่งได้กำหนดไว้แล้วในแผนรวมถึงการพิจารณาหาช่องทางปรับปรุงการดำเนินงานในวงจรการตลาดและการผลิตครั้งต่อไปให้ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น การประเมินผลการตลาดและการผลิตจึงประกอบด้วย

1. การประเมินเพื่อปรับแผนและโครงการในด้านปริมาณ และคุณภาพของสิ่งผลิต แหล่งตลาด และวัตถุดิบ ปริมาณและคุณภาพของบุคลากรในการผลิตวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น
2. การประเมินเพื่อการจัดระบบการตลาดและการผลิต ซึ่งได้จัดตั้งไว้แล้วเพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การจัดที่นั่งหรือยืนปฏิบัติงานของบุคลากร การวางเครื่องใช้ในการทำงานให้สามารถหยิบใช้ได้สะดวก เป็นต้น
3. การประเมินเพื่อปรับการดำเนินการตลาดและการผลิต เช่น การแนะนำบุคลากรที่คาดว่าจะปฏิบัติงานผิดพลาดล่วงหน้า เป็นต้