ในส่วนพระองค์เอง ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศ ได้ทรงสังเกตเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ พระองค์เสมอ และทรงนำมาเล่าให้ผู้เกี่ยวข้องหรือทรงพระราชนิพนธ์เป็นหนังสือให้ผู้อื่นได้ทราบ อันเป็นการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นอีกเป็นจำนวนมากดังตัวอย่างเช่น เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียเมื่อเดือน ตุลาคม 2527 ทรงเล่าเรื่องเมือง อินโดนีเซียและออสเตรเลียในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาว่า

           "…ประเทศอินโดนีเซีย ในด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเขาทำได้ดีมากสามารถถ่ายทอดช่างศิลปะให้ลูกหลาน หมู่บ้านที่มีอาชีพเป็นช่างศิลปะแขนงใด คนรุ่นหลังที่ยังมีอายุน้อย ๆ ก็สามารถทำงานในช่างแขนงนั้น ๆ ได้ เช่น หมู่บ้านเขียนภาพ เด็ก ๆ ก็จะเขียนภาพได้ หมู่บ้านช่างแกะสลัก คนในหมู่บ้านก็จะแกะสลักได้สวยงามแม้คนหนุ่ม ๆ อายุน้อย ๆ … ส่วนทางออสเตรเลีย ได้ดูโรงเรียนสอนทางอากาศในเขต ที่เรียกว่า Northern Territory อันนี้เราคงทำตามอย่างเขาไม่ได้ หลักของการศึกษาให้ถึง ทุก ๆ คน การศึกษาภาคบังคับเขาให้ทุกคนมีโอกาสทางการประถมศึกษาเท่าเทียมกัน เขาเน้นให้คนอ่านออกเขียนได้… ในที่กันการเป็นทะเลทรายบ้านเรือนอยู่ห่างกันมาก จากหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งต้องขับรถถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง จึงตั้งโรงเรียนไม่ได้ต้องเรียนจากจดหมาย ในปัจจุบันมีอุปกรณ์การสอนใหม่ ๆ กล่าวคือ รัฐบาลแจกเครื่องเล่นวีดีโอเทปทุกครอบครัว นอกจากนั้น มีสถานีวิทยุคล้ายวิทยุศึกษา มีครู 12 คน สอนความรู้ต่าง ๆ เด็กจะพูดกับเพื่อนกับครูได้ด้วย… และกระทรวงศึกษาธิการจะส่งครูไปเยี่ยมบ้านปีละครั้ง…"

            นับเป็นความละเอียดรอบคอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลของพระองค์ที่มิเพียงแต่เรียนรู้จากคำบอกเล่าเท่านั้น แต่พระองค์ทรงใช้การสังเกตและซักถามข้อมูลอย่างลึกซึ้งทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์มากขึ้น ความกล้าที่จะปฏิบัติหรือกล้าแสดงออก เป็นอีกภาพลักษณ์หนึ่งที่นักศึกษาตลอดชีวิตควรจะมี

            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงปฏิบัติตัวอย่างได้เสมอเช่น ขณะเสด็จพระราชดำเนินทั้งในประเทศและต่างประเทศมักมีผู้กราบบังคมเชิญให้ทรงร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่พระองค์ มิได้ทราบล่วงหน้า การทรงระบำหรือเครื่องดนตรีพื้นเมือง การวาดภาพ การปั้น แกะสลัก การเสวยอาหารที่แปลกใหม่ เป็นต้น แต่พระองค์ก็ทรงกล้าที่จะเรียนรู้ได้อย่างไม่กังขาและเคอะเขิน และเก็บเป็น ข้อมูลในการถ่ายทอดต่อไป

           ภาพลักษณ์ข้อสุดท้าย คือ การถ่ายทอดความรู้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยในการถ่ายทอดความรู้ หรือการเป็นครูเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงรับราชการเป็นพระอาจารย์ประจำของโรงเรียนนายร้อยพระจอมเกล้า เป็นพระอาจารย์พิเศษในหลายสถาบันตลอดจนการรับเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายการประชุมสัมมนา โดยเฉพาะการทรงพระนิพนธ์หนังสือที่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านไว้มากมาย เพราะพระองค์มีประสบการณ์สูงจากการศึกษาในระบบโรงเรียน เช่น การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อศึกษาและดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายแห่ง

            พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการศึกษานอกโรงเรียนและการพัฒนาชนบท

            การพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนหรือการศึกษาตลอดชีวิต ทั้ง 3 ส่วนนี้ ค่อนข้างจำแนกความแตกต่างจากกันได้ยากยิ่งดังนั้น พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงอุทิศพระองค์ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในการช่วยประชาชนอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อย่างมิทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยน้ำพระทัยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทยโดยแท้จริง… ดังพระราชดำรัสที่ลงพิมพ์ในวารสารเศรษฐกิจและสังคม ฉบับเดือน พฤศจิกายน - ธันวาคม 2530 ดังนี้

            "...ในท้องที่ห่างไกลการคมนาคมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้เอง โดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ทุก ๆ คนต้องกินข้าว เราต้องทำวิถีทางให้เกษตรกรมีข้าวพอกิน และมีงานอาชีพในการผลิตสิ่งต่างๆ ที่แน่ใจว่าจะขายได้ (ไปส่งเสริมแล้วต้องมีตลาด) เพื่อให้ได้เงินมาซื้อของจำเป็นที่เราผลิตเองไม่ได้… นอกจากนั้น จะต้องให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี ช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วย... ต้องช่วยให้ประโยชน์มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษามีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านเอกสารของทางราชการเพื่อรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ..."และทรงวิเคราะห์ถึงปัญหาของชนบทไทยว่า "ปัญหาชนบทเกี่ยวเนื่องด้วยการดำเนินชีวิตของประชาชนและการทำมาหากินที่ขึ้นอยู้กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ที่ดิน น้ำ พันธุ์พืช แรงงาน ดินฟ้าอากาศ และตลาด ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดขาดแคลน รายได้ก็จะน้อย ผลิตอาหารได้ไม่พอกินอันเป็นผลให้เกิดปัญหาอื่น ๆ เช่น สุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน ไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษา ทำให้พัฒนาตนเองได้ยาก เมื่อหมดหนทางหากิน ผู้อยู่ในชนบทก็มักหาทางเข้าสู่เมือง ต้องผจญภัยกับปัญหาต่าง ๆ อีกฉะนั้นการแก้ปัญหาชนบทจึงเป็นการช่วยแก้ปัญหาทั้งชนบทและปัญหา ในเมือง

           ในความพยายามที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติ และสังคมไทยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มิได้ทรงคิดแล้วสั่งการให้หน่วยราชการหรือภาคเอกชนดำเนินการเท่านั้น แต่พระองค์ทรงพิจารณาถึงปัญหา แสวงหาแนวทางเพื่อดำเนินการ และทรงดำเนินการแก้ปัญหาด้วย โครงการส่วนพระองค์ เพื่อทรงแสวงหาคำตอบหรือวิธีดำเนินการที่เหมาะสมด้วยพระองค์เองเพราะทรงทราบดีว่า บางครั้งความคิดหรือการวางแผนที่สวยงาม อาจมีอุปสรรคที่ทำให้การกระทำล้มเหลวได้ หากไม่ทอลองปฏิบัติด้วยตนเอง มีโครงการส่วนพระองค์หลายโครงการที่ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้ก้าวไปสู่การปฏิบัติด้วย เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เป็นต้น เป็นโครงการที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพิจารณาเห็นว่า ประเทศเราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ยังมีคนอดอาหารและบริโภคไม่ถูกหลักโภชนาการอีกมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารตามแนวชายแดนและมีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตั้งอยู่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก หรือบางโรงเรียนที่เด็ก ๆ มีความขาดแคลนอาหารกลางวันเป็นพิเศษ