เรื่องที่ 3.4 ลักษณะสำคัญเรื่องเอกเทศสัญญาในบรรพ 3

เอกเทศสัญญา คือ สัญญาอันเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ ซึ่งมีหลายลักษณะในบรรพ 3 ประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ โดยจะยกให้เห็นเป็นบางลักษณะ ดังนี้
ลักษณะที่ 1 ซื้อขาย
ซื้อขาย คือ สัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง
เรียกว่า ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อจะต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้น สัญญาซื้อขายมี 2 อย่าง ตามลักษณะของทรัพย์สิน
ดังนี้
1. สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่
หรืออาจจะทำเป็นสัญญาจะซื้อ จะขาย ก่อนจะไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานก็ได้ เช่น การซื้อขายที่ดิน

2. สัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ถ้าราคาตกลงกัน 500 บาท หรือมากกว่านั้น ก็ต้องมีหลักฐาน
เป็นหนังสือ มีการวางมัดจำหรือมีการชำระหนี้บางส่วนจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ถ้าหากฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ส่วนราคาทรัพย์ต่ำกว่านี้ก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ ก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้

ทรัพย์สินที่ห้ามซื้อขาย
1. สาธารณสมบัติแผ่นดิน เช่น ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ที่ดินที่รัฐบาลหวงห้าม
เช่น ที่ดินในเขตป่าสงวน
2. ทรัพย์นอกพาณิชย์ ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ หรือไม่อาจโอนให้กันโดยโดยชอบ
ด้วยกฎหมาย เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว
3. ทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามขายหรือจำหน่าย เช่น รูปถ่าย สมุด หรือสิ่งของอันมีลักษณะเป็นของ
ลามกอนาจาร
4. ทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ ทรัพย์สินนั้นจะซื้อขายกันไม่ได้ เช่น อาวุธปืนเถื่อน
ฝิ่นเถื่อน สุราเถื่อน

ลักษณะที่ 5 เช่าซื้อ
สัญญาเช่าซื้อ หมายถึง สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น
หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้น เท่านี้ เป็น
คราว ๆ สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้เช่าซื้อ และผู้ให้เช่าซื้อ ถ้าหากผู้เช่าซื้อผิดนัด
ไม่ใช้เงิน 2 คราวติดต่อกัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสาระสำคัญ เจ้าของทรัพย์สินที่ให้
เช่าซื้ออาจบอกเลิกสัญญาได้ ผู้เช่าซื้อจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และห้ามผู้เช่าซื้อจำหน่ายจ่ายโอน
ทรัพย์สินที่เช่าซื้อมา ซึ่งอาจมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ เพราะผู้เช่าซื้อยังไม่มีกรรมสิทธิในทรัพย์นั้น
จนกว่าจะชำระราคาจนครบถ้วน

ลักษณะที่ 9 ยืม
สัญญายืม คือ สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ยืม ได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่คู่สัญญาอีก
ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าผู้ยืม และผู้ยืมต้องคืนทรัพย์สินที่ยืมแก่ผู้ให้ยืม ซึ่งลักษณะของการยืม แยกได้ดังนี้
1. ยืมใช้คงรูป หมายถึง สัญญาที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ยืม ได้ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่าและผู้ยืมสัญญาว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จ" เช่น
การยืมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ วิทยุ
2. ยืมใช้สิ้นเปลือง หมายถึง สัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็น
ปริมาณมีกำหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภทชนิดและปริมาณเช่นเดียวกัน
ให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
3. การกู้ยืมนั้น มีบทบัญญัติแยกออกมาต่างหากเป็นกรณีพิเศษ และถือว่าการกู้ยืมเงินเป็นการยืม
ใช้สิ้นเปลืองอย่างหนึ่ง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
3.1 การกู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ได้ก็ด้วยการส่งมอบเงิน
3.2 พยานหลักฐานในการกู้ยืม ถ้ายืมเงินมากกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานกู้ยืมเป็น
หนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ลงลายมือชื่อผู้ยืมไว้ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ในกรณีผิดสัญญาและ
ในการคิดดอกเบี้ยจะคิดเกินร้อยละ 15 บาทต่อปี ไม่ได้
3.3 การใช้เงินคืน ควรมีการเพิกถอนในเอกสาร คือมีการบันทึกข้อความลงในการกู้ยืมนั้นว่า
ได้ใช้เงินกันแล้วหรืออาจะเวนคืนเอกสารหลักฐานแห่งการกู้ยืม หรืออาจะให้ผู้ให้ยืมออกใบเสร็จรับเงิน
หรือเอกสารอื่นใดก็ได้