ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี | หนังสือพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ | ข้อมูลท้องถิ่น | ชุดวิชาการศึกษาตามอัธยาศัย | บรรณนิทัศน์ชุดวิชาการศึกษานอกโรงเรียน
บทคัดย่องานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับการศึกษานอกโรงเรียน | สารานุกรมการศึกษาตลอดชีวิต | หน่วยงานอื่นๆ | HOME

ลำดับที่ บทคัดย่อชื่อเรื่อง
1. การศึกษาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนกรมการศึกษานอกโรงเรียน ปี 2538
2. คุณลักษณะของหนังสือพิมพ์ฝาผนังและจุลสารสำหรับชาวชนบท ตามความคิดเห็นของผู้มารับบริการจากที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ในจังหวัดนครปฐม
3. ปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการสึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
4. การติดตามผลการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต
5. ความคิดเห็นของคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับตำบลที่มีต่อกิจกรรมการฝึกอบรมด้านคุณภาพชีวิตในจังหวัดชัยภูมิ
6. การรับข่าวสารและความต้องการรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนของหญิงบริการ ในกรุงเทพมหานคร

1. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การศึกษาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน ตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนกรมการศึกษานอกโรงเรียน ปี 2538

โดย นายสมชาย ฐิติรัตนอัศว์

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชน กรมการศึกษานอกโรงเรียน ปี พ.ศ. 2538 ในภารกิจ 3 ลักษณะ คือ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชน เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน โดยจำแนกตามตัวแปรด้าน วุฒิการศึกษาทางบรรณารักษศาสตร์ ประสบการณ์ในการทำงาน ประเภทของห้องสมุดประชาชน และสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของห้องสมุด และเพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจทั้ง 3 ลักษณะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน ที่ปฏิบัติงานในห้องสมุดประชาชนจังหวัดต่าง ๆ ที่สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และห้องสมุดประชาชนอำเภอทั่วประเทศในจังหวัดต่าง ๆ ที่สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน ปี พ.ศ.2538 จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่คาดว่าจะปฏิบัติได้ตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจ 3 ลักษณะ คือ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชน เป็นแบบเลือกตอบแบบเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยการทดสอบ ค่าที และการทดสอบค่าเอฟ

ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้

1. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน คาดว่าจะปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยได้ในระดับปานกลาง ด้านการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนในระดับมาก และด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนในระดับมาก

2. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนที่มีวุฒิทางบรรณารักษศาสตร์ และไม่มีวุฒิทางด้านบรรณารักษศาสตร์ คาดว่าจะปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ด้านการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนได้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

3. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนที่มีประสบการณ์ในการทำงานห้องสมุดประชาชนไม่เกิน 5 ปี และนานกว่า 5 ปี คาดว่าจะปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชน ในภารกิจด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ด้านการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนได้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

4. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน ที่ปฏิบัติงานในห้องสมุดประชาชนจังหวัด ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และห้องสมุดประชาชนอำเภอ คาดว่าจะปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ด้านการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

5. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชน ที่อยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ คาดว่าจะปฏิบัติงานตามนโยบายพัฒนาห้องสมุดประชาชนในภารกิจ ด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ด้านการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน และด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

Top


2. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง คุณลักษณะของหนังสือพิมพ์ฝาผนังและจุลสารสำหรับชาวชนบท ตามความคิดเห็นของผู้มารับบริการจากที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ในจังหวัดนครปฐม

โดย นายเสวก นักร้อง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาคุณลักษณะของหนังสือพิมพ์ฝาผนังและจุลสารสำหรับชาวชนบท โดยทำการศึกษาด้วยวิธีการสัมภาษณ์ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 264 ราย จากผู้มาใช้บริการจากที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน จำนวน 22 แห่ง ในจังหวัดนครปฐม ระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2527 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ percentage และ chi-square test

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวชนบท ให้ความสนใจและต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ฝาผนัง ที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้คือ เนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกอบอาชีพและการเกษตรมากที่สุด (ร้อยละ 51.15) ส่วนมากชอบให้มีภาพประกอบเรื่อง (ร้อยละ 95.45) ชนิดเป็นภาพถ่าย (ร้อยละ 43.52) ตัวหนังสือสีดำ (ร้อยละ 65.15) ที่ใช้ตัวอักษรชนิดเรียงพิมพ์ขนาด 24 ปอยท์เบอร์ 2 (ร้อยละ 33.71) กระดาษที่ใช้พิมพ์มีขนาด 2 หน้ายก (ร้อยละ 54.92) และเห็นว่าภาพประกอบเรื่อง (ร้อยละ 50.75) เป็นสิ่งแรกที่ทำให้เกิดความสนใจอยากอ่านหนังสือพิมพ์ฝาผนัง

ส่วนคุณลักษณะของหนังสือจุลสาร กลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวชนบท ให้ความสนใจและต้องการอ่านหนังสือจุลสาร ที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้คือ เนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกอบอาชีพและการเกษตรมากที่สุด (ร้อยละ 54.94) ส่วนมากชอบให้มีภาพประกอบเรื่อง (ร้อยละ 96.96) ชนิดเป็นภาพถ่ายหรือภาพวาดเหมือนของจริงมีจำนวนเท่ากัน (ร้อยละ 41.05) ชอบอ่านตัวหนังสือสีดำ (ร้อยละ 62.50) แบบเรียงพิมพ์ (ร้อยละ 70.46) ขนาด 16 ปอยท์เบอร์ 15 (ร้อยละ 42.81) แต่ถ้าเป็นตัวพิมพ์ดีด (ร้อยละ 25.76) ควรใช้ขนาดแบบที่ 2 (ร้อยละ 48.10) หรือแบบที่ 3 (ร้อยละ 49.29) ขนาดของหนังสือควรเป็นขนาด 7” x 10” (ร้อยละ 27.27) และขนาด 6” x 9” (ร้อยละ 24.25) สำหรับชาวชนบทที่จะนำติดตัวและพกได้ง่ายและเห็นว่าภาพประกอบเรื่องปกจุลสารเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เกิดความสนใจอยากอ่านหนังสือจุลสาร (ร้อยละ 58.33)

นอกจากนี้ยังพบว่า การเลือกอ่านหนังสือพิมพ์ฝาผนังและจุลสารของชาวชนบทที่แตกต่างกันในด้าน เนื้อเรื่อง ขนาดของตัวหนังสือ ชนิดของตัวหนังสือ ขนาดของรูปเล่ม รูปแบบของปกจุลสาร สีของตัวหนังสือ และชนิดของภาพ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Top


3. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง ปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการสึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

โดย นางวนิดา ศรีเมืองใต้

การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในสี่ด้าน คือ ด้านบุคลากร ด้านการจัดการ ด้านหลักสูตร และด้านปัจจัยสนับสนุน และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เกี่ยวกับปัญหาในการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และ ประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ โรงเรียนผู้ใหญ่ และหน่วยจัดการศึกษานอกโรงเรียนตามประเภทบุคคลภายนอก 38 จังหวัด จำนวน 263 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างมีขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว

ผลการศึกษาวิจัย ปรากฏผลดังต่อไปนี้

1. บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน มีปัญหาการดำเนินงาน การเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในด้านบุคลากร ด้านการจัดการ ด้านหลักสูตร และด้านปัจจัยสนับสนุน และโดยส่วนรวมอยู่ในระดับปานกลาง

2. บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนที่มีเพศต่างกัน มีปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยส่วนรวม และแต่ละรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

3. บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรีน ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

4. บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการมีปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยส่วนรวมสูงกว่าผู้บริหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านบุคลากรสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และส่วนในด้านการจัดการ ด้านหลักสูตร และด้านปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

5. บุคลากรในสถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนที่มีประสบการณ์การทำงานต่ำกว่า 2 ปี มีปัญหาการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยส่วนรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และด้านบุคลากรสูงกว่าผู้มีประสบการณ์การทำงาน 2 ปีขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านการจัดการ ด้านปัจจัยสนับสนุนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านหลักสูตรแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

6. ข้อเสนอแนะ กรมการศึกษานอกโรงเรียนควรจะดำเนินการจัดพิมพ์คู่มือการเทียบโอนผลการเรียนจัดส่งไปให้กับสถานศึกษาใช้ในการดำเนินงานให้เพียงพอ และควรจัดประชุมชี้แจงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ดำเนินการก่อนที่จะมีการดำเนินงานการเทียบโอนผลการเรียน และควรจัดสัมมนาผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ

Top


4. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การติดตามผลการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต

โดย นางสาวสุรีรัตน์ ตั่งยะฤทธิ์

การวิจัยนี้ เป็นการศึกษาผลการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนในบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต ในโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเพื่อชาวชนบท กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ วัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ที่ได้ปฏิบัติงานอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต และศึกษาเปรียบเทียบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน กลุ่มประชากรในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนที่ปฏิบัติงานในโครงการนำร่องพัฒนาระบบครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ในปีงบประมาณ 2533 จำนวน 436 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

ผลการวิจัยพบว่า
ผลการปฏิบัติงานของครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ในบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทั้ง 4 ด้าน มีดังนี้คือ

1. การรวมกลุ่มชาวบ้าน ส่วนใหญ่พบว่า การประชาสัมพันธ์ในการรวมกลุ่มชาวบ้าน กระทำโดยการบอกผู้นำท้องถิ่น มีการจัดกิจกรรมพบกลุ่ม 7-12 ครั้ง/กลุ่ม เพื่อผู้เรียนทุกคนได้อ่านทบทวนเนื้อหาในแผ่นเรียน และทำการสรุปความคิดเห็นในขณะทำการอภิปราย และพบว่า การรวมกลุ่มชาวบ้าน ส่วนใหญ่มีปัญหาอุปสรรคในระดับปานกลาง

2. การนำอภิปรายปัญหา ส่วนใหญ่พบว่า ชาวบ้านต้องการอภิปรายในเรื่องการมีผลผลิตทางการเกษตรดี ในการอภิปรายนี้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกคิดแก้ปัญหา และครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยการสอบถาม และพบว่า การนำอภิปรายปัญหา มีอุปสรรคทั้งหมดอยู่ในระดับปานกลาง

3. การประสานงาน ส่วนใหญ่พบว่า ได้มีการรายงานการจัดตั้งกลุ่มแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง การเชิญวิทยากรกระทำโดยใช้หนังสือราชการ การประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านกระทำโดยผ่านการประชุม และพบว่า การประสานงาน ส่วนใหญ่มีปัญหาอุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง

4. การรายงานผลการจัดกิจกรรม สำหรับการรายงานผลการจัดกิจกรรมนั้น ส่วนใหญ่พบว่า ได้รายงานผลตามแบบฟอร์มที่กำหนดทุกครั้ง แต่ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามขอใบรับรองการพบกลุ่มย่อยให้กับผู้เรียน และพบว่า การรายงานผลการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่มีปัญหาอุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง

จากการศึกษาเปรียบเทียบปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานอาสาสมัครส่งเสริมคุณภาพชีวิต เมื่อจำแนกตามตัวแปรด้านเพศ อายุ วุฒิการศึกษา และภูมิลำเนา พบว่า ตัวแปรทั้งหมดไม่มีผลทำให้แตกต่างกัน

ดังนั้น จึงควรกำหนดวิธีการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม จัดอบรมความรู้และเทคนิคในการปฏิบัติงานให้แก่ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนเพิ่มเติม จัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนวิทยากร จัดหาสื่อโดยใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม ลดจำนวนและปรับปรุงแบบฟอร์มรายงานให้ง่ายและสะดวกต่อการเขียน และให้มีการจัดแสดงผลงานการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตเป็นครั้งคราว

Top


5. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง ความคิดเห็นของคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับตำบลที่มีต่อกิจกรรมการฝึกอบรมด้านคุณภาพชีวิตในจังหวัดชัยภูมิ

โดย นางสาวชลีนารถ วงศ์อ่อน

วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรมการฝึกอบรมด้านคุณภาพชีวิต ของคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับตำบลที่เป็นภาคราชการและภาคประชาชน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ คปต + จำนวน 568 คน

ผลการศึกษาพบว่า คปต. ภาคราชการและภาคประชาชน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษาและอนามัย ด้านครอบครัวปลอดภัย ด้านการวางแผนครอบครัว ด้านพัฒนาชุมชนและด้านพัฒนาจิตใจ สำหรับ คปต. ที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานแตกต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษาและอนามัย และด้านผลผลิต

Top


6. บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การรับข่าวสารและความต้องการรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนของหญิงบริการ ในกรุงเทพมหานคร

โดย นายสุรพงษ์ ทองจันทร์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อศึกษาการรับข่าวสารและความต้องการรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนของหญิงบริการอาบ อบ นวด ในกรุงเทพมหานคร

วิธีการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ หญิงบริการอาบ อบ นวด จากสถานบริการ 19 แห่ง จำนวน 337 คน ในกรุงเทพมหานครเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จากแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดย แจกแจงความถี่และคิดคำตอบเป็นค่าร้อยละของผู้ตอบ

ผลการวิจัยพบว่า

1. หญิงบริการอาบ อบ นวด ส่วนใหญ่เป็นโสด (ร้อยละ 48.38) มีอายุ 20-24 ปี มีภาระต้องเลี้ยงดู 3-4 คน ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ มีการศึกษา ป.1-4 สาเหตุที่ไม่เรียนต่อเพราะไม่มีทุน อ่านออกเขียนได้เป็นส่วนใหญ่ หญิงบริการส่วนใหญ่มีรายได้เดือนละ 5,0001-7,000 บาท ส่วนใหญ่ทำงานมาแล้ว 1 ปี ที่เข้ามาทำงานนี้เพราะต้องการเงินและเห็นว่ารายได้หญิงบริการส่วนใหญ่จะมีเงินเก็บบ้างที่เข้ามาทำงานนี้เพราะต้องการเงินและเห็นว่ารายได้ดี

2. สำหรับอาชีพในอนาคตส่วนใหญ่ต้องการทำการค้าขายที่เป็นของตัวเอง รองลงมาคือ อาชีพเสริมสวย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เตรียมตัวฝึกอาชีพที่จะทำในอนาคต

3. ในการรับข่าวสารของหญิงบริการอาบ อบ นวด พบว่าส่วนใหญ่รับข่าวสารในปริมาณค่อนข้างมาก หญิงบริการอาบ อบ นวด มีผู้ที่เปิดรับสื่อมวลชนต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก กล่าวคือ มีหญิงบริการที่ชมโทรทัศน์มากที่สุด รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และนิตยสารตามลำดับ บุคคลที่ให้ข่าวสารแก่หญิงบริการอาบ อบ นวด คือ เพื่อนที่ทำงานด้วยกัน รองลงมาคือ แขกที่มาใช้บริการ

4. รายการโทรทัศน์ที่หญิงบริการอาบ อบ นวด ดูมากคือ ข่าว และละคร ภาพยนตร์ตามลำดับ การอ่านหนังสือพิมพ์มักจะอ่านข่าวสด และข่าวบันเทิง รายการที่ฟังจากวิทยุ ส่วนใหญ่จะเป็นรายการบันเทิง รองลงมาคือ รายการข่าว ส่วนนิตยสารที่หญิงบริการเลือกอ่านมากที่สุดคือ นิตยสารเกี่ยวกับสตรี

5. หญิงบริการ อาบ อบ นวด ต้องการรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนในเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้มาก

ด้านสุขภาพ ได้แก่ ความรู้เรื่องกามโรค, โรคเอดส์, สุขภาพจิต, การใช้ยา ,แหล่งบริการสุขภาพ
ด้านความรู้ทั่วไป ได้แก่ ความรู้ด้านธุรกิจ กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และสถานที่ท่องเที่ยว
ด้านทักษะทางภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย
ด้านชีวิตและครอบครัว ได้แก่ การเสริมสร้างเสน่ห์และการตกแต่งบ้าน

6. วิชาชีพที่มีหญิงบริการอาบ อบ นวด ต้องการเรียนเป็นจำนวนมาก ได้แก่ การทำอาหารไทย เสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้า การออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งอาจจะจัดโดยสถาบันรัฐหรือเอกชนก็ได้ หญิงบริการอาบ อบ นวด เป็นจำนวนมากยินดีจ่ายค่าเรียนวิชาชีพในวงเงิน 501-1,000 บาท

7. วิธีการรับการศึกษานอกโรงเรียนที่หญิงบริการอาบ อบ นวด สามารถที่จะทำได้มากที่สุดคือ เรียนจากเอกสารที่ส่งทางไปรษณีย์และจากรายการวิทยุ รองลงมาคือ ไปเรียนเองที่สถาบันและจากโทรทัศน์ ตามลำดับ

8. เหตุผลที่หญิงบริการอาบ อบ นวด ต้องการรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนคือ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อจะเปลี่ยนอาชีพและเพิ่มพูนรายได้

Top